← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 85ฟรี

ตอนที่ 85 — เงาสะท้อนในรอยร้าว

ความเงียบที่ปกคลุมภายในแกนกลางของความว่างเปล่าไม่ใช่ความเงียบสงบแบบที่มนุษย์รู้จัก แต่มันคือความสั่นสะเทือนที่ไร้เสียง เป็นความว่างเปล่าที่อัดแน่นไปด้วยน้ำหนักมหาศาลจนอัลดริก—หรือสิ่งที่เคยเป็นอัลดริก—รู้สึกได้ถึงแรงกดทับที่ไร้รูปทรง เขารู้สึกถึงตัวตนของตัวเองที่แปรเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เนื้อหนัง ไม่ใช่เลือด และไม่ใช่แม้แต่ความคิดที่ต่อเนื่องเป็นเส้นตรงอีกต่อไป แต่มันคือกระแสของความทรงจำที่แตกสลายลอยวนอยู่ในมิติที่ทับซ้อนกัน ราวกับเศษกระจกที่สะท้อนภาพเหตุการณ์นับพันในชั่วพริบตา

เขานั่งอยู่ ณ จุดกึ่งกลางของรอยแยกที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้น เป็นจุดที่ความจริงเบื้องบนและสุญญากาศเบื้องล่างมาบรรจบกัน รอยร้าวแห่งความไม่สมบูรณ์ที่เขาพยายามซ่อนไว้เริ่มขยายตัวออก มันไม่ใช่รอยร้าวทางกายภาพ แต่เป็นรอยร้าวในโครงสร้างของ 'ความหมาย' สิ่งลี้ลับที่พยายามแทรกซึมเข้ามาไม่ได้ใช้กำลังบุกทะลวง แต่มันใช้ความบิดเบี้ยวของอารมณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นเสมือนบันได ทุกครั้งที่อัลดริกเผลอไผลไปกับเศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าของเอลิดี้ หรือความอบอุ่นของแสงแดดที่เคยตกกระทบยอดข้าวในโอ๊คเมียร์ รอยร้าวนั้นจะสั่นไหว และสิ่งเหล่านั้นจะคืบคลานผ่านเข้ามา

“เจ้ากำลังสั่นสะเทือน...” เสียงหนึ่งดังขึ้นในมิติที่ไร้เสียง มันไม่ใช่เสียงพูด แต่มันคือความรู้สึกที่แทรกซึมเข้ามาในระบบประสาทที่กลายเป็นเพียงกระแสพลังงานของเขา มันคือหนึ่งในสิ่งลี้ลับที่กำลังเรียนรู้ เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เพราะเขาไม่มีกล่องเสียง และไม่มีความจำเป็นต้องใช้มัน เขาทำเพียงแค่พยายาม 'จัดระเบียบ' ความว่างเปล่ารอบตัวให้กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความล้มเหลว ความเที่ยงตรงที่เขาเคยยึดถือในฐานะผู้ดูแลตาชั่งหลวง บัดนี้กลายเป็นสิ่งที่ยากจะนิยาม เมื่อแม้แต่ 'ความจริง' เองก็เริ่มมีความเอนเอียง

ภาพของโอ๊คเมียร์ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเขาอย่างฉับพลัน มันไม่ใช่ภาพที่ชัดเจนเหมือนการมองด้วยตา แต่มันคือการรับรู้ถึง 'สภาวะ' เขาเห็นความตึงเครียดที่ปกคลุมเมือง เห็นสายตาที่หวาดระแวงของชาวเมืองที่มองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มผิดเพี้ยน และเห็นกองทหารของเซอร์กัลเลนที่กำลังเคลื่อนพลด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วย แต่มาเพื่อสถาปนาอำนาจเหนือสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ ความพยายามที่จะควบคุม 'สิ่งแปลกปลอม' อย่างเขานั้น ช่างเป็นเรื่องตลกที่ขมขื่นสำหรับผู้ที่กำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อย

ความเจ็บปวดที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่เขา—ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการ 'รับรู้' ที่มากเกินไป เขาเริ่มเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความโลภของมนุษย์และความหิวโหยของสิ่งลี้ลับ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นศัตรูที่แตกต่างกันเลย พวกมันคือเหรียญคนละด้านของความไม่สมดุลเดียวกัน ความปรารถนาที่จะครอบครองความจริงที่แท้จริงของราชสำนัก กำลังกลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้ความมืดมิดไหลทะลักเข้ามา

อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของ 'ความว่างเปล่า' เพื่อสร้างกำแพงกั้น แต่รอยร้าวในตัวเขากลับขยายกว้างขึ้นตามแรงกระเพื่อมของอารมณ์ที่พยายามจะโหยหาความเป็นมนุษย์ เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวที่ลึกซึ้งกว่าความตาย มันคือการเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่มีใครสามารถสัมผัสได้ เป็นกรงขังที่กักเก็บหายนะไว้ แต่ตัวกรงขังเองก็กำลังถูกกัดกินโดยสิ่งที่มันกักขังไว้

ทันใดนั้น ภาพของเอลิดี้ก็ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้งในรอยร้าวของจิตใจ เธอไม่ได้มาเพื่อช่วยเขา แต่เธอกำลังมาพร้อมกับ 'ความจริง' บางอย่างที่เขายังเข้าไม่ถึง ความจริงที่ว่าสมดุลที่เขาพยายามรักษาด้วยการสลายตัวตนนั้น อาจเป็นเพียงการประวิงเวลาที่ไร้จุดหมาย หากเขาไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างโลกมนุษย์และมิติที่บิดเบี้ยวนี้ได้ เขาจะกลายเป็นเพียงฟองสบู่ที่รอวันแตกสลาย และเมื่อนั้น ทุกสิ่งที่เขาแบกรับไว้จะระเบิดออก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ความจริงจะไม่มีความหมายอีกต่อไป

เขารู้สึกถึงการแทรกซึมที่รุนแรงขึ้น สิ่งลี้ลับเริ่มสร้าง 'ตัวตน' เลียนแบบความทรงจำของเขา มันพยายามจะเลียนแบบความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดต่อเมืองที่เขาดูแลไม่ได้ และความรู้สึกผิดต่อความเป็นมนุษย์ที่เขาละทิ้งไป มันกำลังใช้เงาของเขาเองเป็นสะพานเชื่อมต่อ อัลดริกต้องตัดสินใจ—เขาจะยอมให้ความบิดเบี้ยวนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนใหม่เพื่อควบคุมมัน หรือเขาจะพยายามดิ้นรนรักษา 'แกนกลาง' ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอาไว้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการทำให้รอยร้าวระเบิดออกในทันทีก็ตาม

ท่ามกลางความโกลาหลในจิตวิญญาณ แสงสว่างที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวก็วาบขึ้นในขอบเขตการรับรู้ของเขา มันไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงจากการปะทะกันของมิติที่เริ่มเข้าใกล้จุดวิกฤตอีกครั้ง โอ๊คเมียร์กำลังสั่นคลอน และตัวตนของอัลดริกก็กำลังสั่นคลอนไม่แพ้กัน เขาเห็นภาพร่างของสิ่งลี้ลับที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากความบิดเบี้ยวของอารมณ์เขามันเริ่มมีรูปร่าง... รูปร่างที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่ไร้ซึ่งดวงตาและหัวใจ เป็นเพียงเงาสะท้อนที่ไร้ก้นบึ้ง

เขารู้ดีว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่การสู้รบด้วยอาวุธ แต่มันคือการสู้รบเพื่อแย่งชิง 'นิยาม' ของความเป็นจริง และเขา—สิ่งแปลกปลอมที่โลกหวาดกลัว—คือสมรภูมิเพียงแห่งเดียวที่จะตัดสินว่าโลกจะก้าวต่อไปในความสว่างไสว หรือจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุด

--- อัลดริกเผชิญกับความบิดเบี้ยวในจิตใจที่ถูกสิ่งลี้ลับใช้เป็นช่องทางแทรกซึมผ่านรอยร้าวแห่งอารมณ์ ขณะที่เขาก็เริ่มสูญเสียการควบคุมตัวตนท่ามกลางความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างโลกเบื้องบนและสุญญากาศ