← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 80ฟรี

ตอนที่ 80 — ความไม่สมบูรณ์ที่สั่นคลอน

ความหนาวเหน็บในเดือนฮาร์ธเวนไม่ได้มาในรูปแบบของเกล็ดหิมะที่โปรยปราย แต่มันมาในรูปของความเงียบที่กัดกินผิวหนัง อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวตนของเขา บัดนี้เขาไม่ใช่ชายวัยกลางคนผู้เหนื่อยล้าจากภาระหน้าที่ของลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์อีกต่อไป แต่เป็นบางสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่าภายในกลับเป็นสุญญากาศที่ไร้ก้นบึ้ง เขาไม่ได้สัมผัสถึงลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะ ไม่ได้รู้สึกถึงความอุ่นของเลือดที่ไหลเวียน แต่เขากลับสัมผัสได้ถึง 'รอยร้าว'

มันไม่ใช่รอยร้าวบนพื้นดินหรือบนกำแพงหินของโรงสี แต่มันคือรอยร้าวที่สั่นสะเทือนอยู่ในแก่นแท้ของความเป็นจริงที่เขาเพิ่งจะจัดระเบียบใหม่ การสลายตัวตนเพื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของรอยแยกและกลไกโบราณดูเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบในตอนแรก—มันคือการสร้างสมดุลโดยการกลายเป็นสมดุลเสียเอง ทว่าในความเงียบงันที่ลึกซึ้งเกินกว่าเสียงใดจะเอื้อมถึง อัลดริกกลับพบว่าความว่างเปล่าที่เขาคิดว่าเป็นกรงขังที่มั่นคงนั้น กลับมีความไม่สมบูรณ์ซ่อนอยู่ มันเหมือนกับตาชั่งที่แม้จะดูเที่ยงตรงในสายตาผู้สังเกตการณ์ แต่หากมองผ่านเลนส์ของความจริงอันเป็นนิรันดร์ มันกลับมีน้ำหนักที่เอียงไปเพียงเศษเสี้ยวของธุลี

เขารู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่ไม่เป็นจังหวะ มันคือเศษเสี้ยวของความไม่สมบูรณ์ที่เขายังแบกรับไว้—เศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ที่เขาพยายามจะสลายทิ้งไป แต่มันกลับกลายเป็นรอยตำหนิในสมการแห่งความว่างเปล่า รอยตำหนินี้เองที่เป็นดั่งประตูปริศนาที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความมืดมิดที่เขากักขังไว้ สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้ถูกขังไว้ในห้องที่ปิดตาย แต่มันถูกขังไว้ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยว และในจุดที่โครงสร้างนั้นไม่สมบูรณ์ สิ่งลี้ลับเหล่านั้นก็เริ่ม 'เรียนรู้'

เขามองเห็นมันผ่านดวงตาที่ไม่ได้ทำจากเนื้อหนัง แต่มองเห็นผ่านความรับรู้ของมิติ เขาเห็นเงาที่ไม่ได้เกิดจากแสงสว่าง แต่เป็นเงาที่เกิดจากความบกพร่องของความว่างเปล่า มันขยับเขยื้อนอยู่ตามขอบของรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้น รอยร้าวที่เกิดจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ ความรู้สึกผิดที่ยังไม่จางหาย และความเจ็บปวดที่เขาคิดว่าตนเองได้ละทิ้งไปแล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ในโลกแห่งความว่างเปล่าที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาเป็นกฎเกณฑ์ใหม่

ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงแผ่นดินไหวที่ทำให้หอคอยวัดสั่นคลอน แต่มันเป็นเสียงสะท้อนจากภายในตัวเขาเอง เป็นการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างความว่างเปล่าที่พยายามจะคงความเที่ยงตรง กับความไม่สมบูรณ์ที่พยายามจะขยายตัวออกไป

'เจ้ากำลังสร้างกรงขังที่รั่วไหล'

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากก้นบึ้งของความตระหนักรู้ อัลดริกไม่ได้หันไปมอง เพราะเขาไม่มีคอที่จะหัน แต่เขารับรู้ถึงการมาถึงของสิ่งที่คล้ายกับเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม ทว่าครั้งนี้พวกเขามีน้ำเสียงที่ต่างออกไป ไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นการสังเกตการณ์ด้วยความสมเพช

'การพยายามเป็นพระเจ้าด้วยการเป็นสุญญากาศ คือการประกาศสงครามกับความจริง'

อัลดริกพยายามจะตอบโต้ด้วยตรรกะแห่งความเที่ยงตรงที่เขาใช้มาตลอดชีวิต แต่ในสภาวะนี้ ตรรกะของเขากลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความว่างเปล่าที่ไร้น้ำหนัก เขาพบว่ายิ่งเขาพยายามจะอุดรอยร้าวด้วยการเพิ่มความว่างเปล่าเข้าไป รอยร้าวนั้นกลับยิ่งขยายใหญ่ขึ้น เพราะรอยร้าวไม่ได้เกิดจากพลังงานที่ล้นเกิน แต่มันเกิดจาก 'ความต้องการ' ที่จะกลับไปเป็นสิ่งที่มันไม่เป็น

เขามองเห็นภาพนิมิตของโอ๊คเมียร์ เมืองที่เขาเคยปกครอง เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นแป้งข้าวและเสียงพูดคุยที่วุ่นวายของชาวเมือง ตอนนี้เมืองนั้นดูเหมือนภาพวาดที่กำลังละลายหายไปในสายหมอก ความเป็นจริงของโลกเบื้องบนกำลังถูกดึงดูดเข้าหาจุดศูนย์กลางที่เป็นตัวเขา ราวกับว่าเขากลายเป็นหลุมดำที่ไม่ได้ต้องการทำลาย แต่เพียงแค่ 'ดำรงอยู่' อย่างไม่สมบูรณ์

ความไม่สมบูรณ์ที่เขามี—ความทรงจำเกี่ยวกับเอลิดี้ ความรู้สึกถึงความล้มเหลวในการปกป้องคาเอล และความโดดเดี่ยวที่เขาเลือกเอง—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เศษซาก แต่มันคือ 'สารอาหาร' สำหรับสิ่งลี้ลับที่อยู่เบื้องหลังรอยแยก พวกมันกำลังใช้ความไม่สมบูรณ์ของเขาเป็นสะพานที่มองไม่เห็น เพื่อค่อยๆ แทรกซึมผ่านรอยร้าวเล็กๆ นั้นเข้ามา

เขารู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน มันเหมือนกับแมลงที่ไต่ไปตามรอยแตกของผนังหิน แต่นี่คือสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่า มันคือการแทรกซึมของเจตจำนงที่บิดเบี้ยว สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้พยายามจะพังประตูเข้ามาด้วยกำลัง แต่มันกำลัง 'ไหล' เข้ามาตามช่องว่างที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของตัวเขา

หากเขาเป็นกรงขังที่สมบูรณ์แบบ เขาจะสามารถกักเก็บหายนะไว้ได้ตลอดกาล แต่เมื่อเขากลายเป็นกรงขังที่สร้างขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ เขาก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถ 'เน่าเสีย' ได้ และความเน่าเสียนั้นเองคือช่องทางที่ความจริงจะถูกกัดกิน

อัลดริกต้องตัดสินใจอีกครั้ง ท่ามกลางสภาวะที่เขาไม่ใช่ทั้งมนุษย์และไม่ใช่ทั้งเทพเจ้า เขาเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ยืนอยู่ระหว่างสองโลก เขาจะยอมให้ความไม่สมบูรณ์นี้ขยายตัวจนกลายเป็นประตูที่เปิดกว้าง หรือเขาจะหาทางกลายเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั่งความว่างเปล่าที่เขาครอบครองอยู่

ในความมืดมิดที่ลึกที่สุด เขาเห็นดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้น มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ และไม่ใช่ดวงตาของสิ่งลี้ลับ แต่มันคือดวงตาของความจริงที่กำลังเฝ้ามองดูความล้มเหลวของเขาด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวด

เขารู้ดีว่าสงครามที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นที่สนามรบ หรือในราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ แต่มันกำลังเกิดขึ้นภายในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างความจริงและความว่างเปล่าที่อยู่ในตัวเขาเอง และรอยร้าวแรกนั้น... มันกำลังเริ่มขยายออกไปกว้างขึ้นกว่าเดิม

--- อัลดริกพบว่าการสลายตัวตนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความว่างเปล่ากลับสร้าง 'รอยร้าวแห่งความไม่สมบูรณ์' ขึ้นในตัวตนของเขา ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้สิ่งลี้ลับเริ่มเรียนรู้วิธีแทรกซึมผ่านความบกพร่องนั้น