← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 76ฟรี

ตอนที่ 76 — เศษซากแห่งตัวตน

ความหนาวเย็นในเดือนฮาร์ธเวนไม่ได้เป็นเพียงอุณหภูมิที่ลดต่ำลง แต่มันคือความเงียบงันที่กัดกินลึกเข้าไปในมโนสำนึก อัลดริกนั่งอยู่บนขอบฐานรากของตาชั่งหลวงที่บัดนี้ดูเหมือนซากศพของเครื่องจักรยักษ์ที่ตายไปแล้ว ร่างกายของเขาไม่รู้สึกถึงความเย็นของลมที่พัดผ่านรอยแตกของหิน หรือความสากระคายของฝุ่นผงที่เกาะกุมตามผิวหนัง สิ่งที่เขารู้สึกมีเพียง 'ความหนัก'—น้ำหนักมหาศาลของความว่างเปล่าที่เขากักขังไว้ภายใน มันไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบสุญญากาศที่ไร้ซึ่งมวล แต่เป็นความว่างเปล่าที่มีแรงดึงดูด เป็นหลุมดำที่คอยสูบฉีดเอาเศษเสี้ยวแห่งความรู้สึกและตัวตนของเขาไปหล่อเลี้ยงกรงขังมิติที่เขาสร้างขึ้นเอง

แสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆหนาลงมายังซากโรงสีที่พังทลาย ไม่ได้ทำให้โลกนี้ดูสว่างขึ้น แต่มันกลับทำให้เงามืดดูหนาแน่นกว่าเดิม อัลดริกมองดูมือของตัวเอง มือที่เคยจับคันชั่งข้าวด้วยความเที่ยงตรง มือที่เคยลูบไล้รอยแตกของไม้ด้วยความทะนุถนอม บัดนี้มือของเขาดูแปลกปลอม ผิวหนังดูซีดจางจนเกือบโปร่งแสง และในบางจังหวะที่เขาขยับ เขาสามารถเห็นเงาของ 'บางสิ่ง' ที่ไม่ใช่เงาของมนุษย์ เคลื่อนไหวอยู่ใต้ชั้นผิวหนังนั้น มันคือสิ่งลี้ลับที่เขาขังไว้ แต่มันยังคงขยับเขยื้อน ราวกับจะหาทางแทรกตัวผ่านรูขุมขนออกมาสู่โลกภายนอก

"เจ้ายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... เหมือนรูปปั้นที่ถูกลืม" เสียงหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของโอ๊คเมียร์ที่กลายเป็นเมืองร้าง

อัลดริกไม่ได้หันไปมอง เขาไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาเพื่อรับรู้ถึงการมาถึงของใครบางคน ความว่างเปล่าในตัวเขาสั่นสะเทือนเมื่อเผชิญกับตัวตนที่มีพลังอำนาจสูงส่ง ผู้พิทักษ์ดั้งเดิมคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเงามืด ร่างนั้นดูเหมือนจะประกอบขึ้นจากแสงดาวและหมอกควัน ไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน มีเพียงความรู้สึกของความเก่าแก่ที่กดทับลงบนอากาศ

"ข้าไม่ได้นั่งเพื่อรอการตัดสิน" อัลดริกตอบ เสียงของเขาแห้งผากและไร้ซึ่งอารมณ์ มันฟังดูเหมือนเสียงหินกระทบกันมากกว่าเสียงมนุษย์ "ข้าแค่นั่งเพื่อแบกรับน้ำหนักของมันไว้ ไม่ให้มันตกลงไปบนไหล่ของพวกเจ้าหรือชาวเมืองที่เหลืออยู่"

"เจ้ากำลังหลอกตัวเอง อัลดริก" ผู้พิทักษ์ก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์และอันตรายแผ่ออกมา "เจ้าไม่ได้แบกรับมัน เจ้ากำลังกลายเป็นมัน ความเที่ยงตรงที่เจ้าเคยยึดถือ บัดนี้มันกลายเป็นความสมดุลที่บิดเบี้ยว เจ้ากำลังสร้างรอยร้าวที่มองไม่เห็นขึ้นในแก่นแท้ของโลก เพียงเพราะเจ้าต้องการเป็นผู้เสียสละ"

อัลดริกหลับตาลง ความทรงจำเกี่ยวกับรสชาติของขนมปังอุ่นๆ ในยามเช้า หรือกลิ่นดินหลังฝนตกที่โอ๊คเมียร์เริ่มเลือนลางลงไปทุกที มันเหมือนกับเขาพยายามจะคว้าควันไฟด้วยมือที่ว่างเปล่า ทุกครั้งที่เขาส่งพลังงานเพื่อกักขังสิ่งลี้ลับ เขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเศษเสี้ยวของ 'ความเป็นมนุษย์' เขาจำชื่อเมียของเขาได้ จำใบหน้าของคาเอลได้ แต่เขาไม่สามารถ 'รู้สึก' ถึงความรักที่มีต่อพวกเขาได้อีกต่อไป ความรักกลายเป็นเพียงข้อมูลชุดหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองที่เย็นเยียบ

"หากข้าไม่เป็นสิ่งแปลกปลอม... โลกก็จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความฝันที่แตกสลาย" อัลดริกกล่าวต่อ "พวกท่านบอกว่าข้าคือภัยคุกคาม แต่พวกท่านก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย นอกจากยืนดูข้ากลายเป็นกรงขัง"

"เพราะเรากำลังรอ" ผู้พิทักษ์ตอบ น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและเย็นชา "เรากำลังรอว่ากรงขังนี้จะแตกออกเมื่อใด หรือเมื่อใดที่เจ้าจะตระหนักว่า การกักขังหายนะไว้ในตัวตนที่ไม่มีความหมายนั้น เป็นเพียงการยื้อเวลาที่ไร้ประโยชน์"

ทันใดนั้น ความว่างเปล่าในอกของอัลดริกก็กระตุกอย่างรุนแรง เขาเห็นภาพนิมิต—ไม่ใช่ภาพจากอนาคต แต่เป็นภาพจาก 'ข้างใน' เขามองเห็นรอยแยกในจิตใจของตัวเองที่กำลังขยายตัวออกไป ราวกับกระดาษที่ถูกฉีกขาด สิ่งลี้ลับที่ถูกกักขังเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้พยายามจะพังประตูออกมา แต่มันกำลังพยายามจะ 'หลอมรวม' กับเขา มันกำลังพยายามจะทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ เพื่อที่มันจะได้ไหลผ่านเขาไปสู่โลกเบื้องบนได้อย่างแนบเนียนที่สุด

อัลดริกกัดฟัน—หรือสิ่งที่เคยเป็นฟัน—ความเจ็บปวดนั้นแปลกประหลาด มันไม่ใช่ความเจ็บทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการที่ 'ตัวตน' ถูกกัดกิน เขาพยายามรวบรวมสมาธิ ใช้ความเที่ยงตรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในการจัดระเบียบความว่างเปล่า เขาต้องรักษา 'น้ำหนัก' ของสิ่งที่อยู่ในตัวให้คงที่ หากเขาสั่นคลอนแม้เพียงนิดเดียว รอยร้าวในจิตใจจะกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างให้ความพินาศหลั่งไหลออกมา

"เจ้าทำได้ดี... ในฐานะเครื่องมือ" ผู้พิทักษ์กล่าวทิ้งท้ายก่อนที่ร่างจะค่อยๆ เลือนหายไปในหมอก "แต่จงระวังเถิด อัลดริก เมื่อใดที่เจ้าลืมเลือนแม้แต่ความเจ็บปวด... เมื่อนั้นกรงขังจะกลายเป็นประตู"

เมื่อความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง อัลดริกพบว่าตัวเองกำลังสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะเขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป ภายในความว่างเปล่าที่เขาเคยคิดว่าเป็นกรงขังที่มั่นคง บัดนี้เขาสัมผัสได้ถึง 'เสียงกระซิบ' มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นจากภายในกระดูกของเขาเอง เสียงนั้นเรียกร้องให้เขาปล่อยวาง ให้เขาทำลายพันธนาการที่แสนเหนื่อยล้านี้ทิ้งเสีย

เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด โอ๊คเมียร์ยังคงหลับใหลอยู่ภายใต้เงาของหายนะที่เขากักเก็บไว้ ทุกคนยังคงใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้ว่าความเที่ยงตรงของโลกใบนี้ถูกรักษาไว้ด้วยชายที่กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมคนหนึ่ง เขาอยากจะร้องไห้ แต่ดวงตาของเขาไม่สามารถผลิตน้ำตาได้อีกต่อไป มีเพียงความแห้งผากที่ตอกย้ำถึงความว่างเปล่าที่เขากลายเป็น

เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับศัตรูภายนอก แต่มันคือการสู้กับความว่างเปล่าที่กำลังพยายามจะกลืนกินตัวเขาเอง และในนาทีนั้น อัลดริกตระหนักได้ว่า กรงขังที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่เขาใช้กักขังสิ่งลี้ลับ... แต่คือความทรงจำสุดท้ายที่เขายังคงพยายามเหนี่ยวรั้งไว้ แม้มันจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม

--- อัลดริกต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและการกัดกินของความว่างเปล่าในตัวตน ขณะที่เหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมทิ้งคำเตือนถึงจุดจบที่เขากำลังจะกลายเป็นประตูสู่หายนะแทนที่จะเป็นกรงขัง