← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 54ฟรี

ตอนที่ 54 — เศษเสี้ยวแห่งการลืมเลือน

ความหนาวเหน็บไม่ได้เป็นเพียงอุณหภูมิที่ลดต่ำลง แต่มันคือความรู้สึกของการหลุดลอย อัลดริกพยายามไขว่คว้าหาความหมายของลมหายใจตนเองท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นในแกนกลางโลก เสียงโลหะกระทบกันของกลไกโบราณที่เคยดังก้องอย่างเป็นจังหวะ บัดนี้กลับฟังดูคล้ายเสียงกระซิบที่ขาดห้วง มันเป็นเสียงของสิ่งที่กำลังพยายามจะคงอยู่ แต่กลับสูญเสียเหตุผลในการดำรงอยู่ไปเสียแล้ว

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงภาชนะที่แตกร้าว พลังงานมหาศาลที่เขาเพิ่งจะใช้เป็นจุดหมุนเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของสิ่งลี้ลับยังคงหลงเหลือไอความร้อนจางๆ ที่แผดเผาจิตวิญญาณของเขา ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับไม่ใช่ความภูมิใจในชัยชนะที่เพิ่งผ่านพ้น แต่เป็นความว่างเปล่าที่น่าหวาดหวั่น อัลดริกพยายามนึกถึงใบหน้าของมาร่า กลิ่นขนมปังอบใหม่ในโรงสี หรือแม้แต่เสียงโวยวายที่แฝงความห่วงใยของคาเอล แต่ภาพเหล่านั้นกลับเลือนลางเหมือนหมอกหนาที่ถูกลมพัดผ่านไป มันไม่ใช่การลืมแบบที่คนเราลืมชื่อคนแปลกหน้า แต่มันคือการลืมว่า 'ความรู้สึก' ต่อสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร เขาจำได้ว่าเขามีครอบครัว แต่เขาจำไม่ได้ว่าความรักต่อพวกเขาให้รสสัมผัสอย่างไรในอก

'เจ้ากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมการ' เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในมโนสำนึก ไม่ใช่เสียงของตัวตนโบราณที่น่าเกรงขาม แต่เป็นเสียงที่ราบเรียบและเย็นเยียบราวกับเสียงของฟันเฟืองที่หมุนวน 'เมื่อเจ้าสละตัวตนเพื่อรักษาจุดหมุน เจ้าก็ย่อมสูญเสียน้ำหนักที่จะใช้ชั่งตวงความหมายของชีวิต'

อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ เขาไม่มีแม้แต่แรงจะขยับริมฝีปากที่แห้งผาก สายตาของเขาพร่าเลือนด้วยแสงสีฟ้าหม่นที่เรืองรองออกมาจากรอยแยกของมิติที่ซ้อนทับกัน ในมโนภาพที่บิดเบี้ยว เขาเห็นภาพนิมิตที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด—เอลิดี้ เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่ดูเหมือนจะเป็นทั้งความหวังและความหายนะ ในมือของเธอถือวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนกุญแจ แต่มันไม่ใช่กุญแจที่ทำจากเหล็กหรือทอง มันคือกุญแจที่ทำจากแสงและเจตจำนง

'อัลดริก...' เสียงเรียกของเธอแผ่วเบาจนเกือบจะหายไปกับเสียงคำรามของมิติ 'กุญแจนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดประตู แต่มีไว้เพื่อกำหนดทิศทางของกระแส'

เขาสะดุ้งตื่นจากนิมิตด้วยความรู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากห้วงลึก ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มขณะที่พยายามทรงตัวอยู่บนพื้นโลหะที่สั่นไหวตามจังหวะการหายใจของโลก อัลดริกพบว่าตนเองยังคงอยู่ในแกนกลาง แต่สภาพรอบกายเปลี่ยนไป ความว่างเปล่าที่เขาเคยใช้เป็นจุดศูนย์ถ่วงเริ่มสั่นคลอน รอยร้าวที่เขาพยายามจะประคองไว้ด้วยความทรงจำที่เหลืออยู่กำลังขยายตัวออกอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

ความทรงจำเกี่ยวกับโลกเบื้องบน—ทุ่งข้าวสีทองของโอ๊คเมียร์ ท้องฟ้าสีครามยามเช้า และความเหนื่อยล้าที่คุ้นเคยจากการคุมตาชั่ง—ถูกดูดกลืนหายไปในรอยแยกนั้นราวกับน้ำที่ไหลลงสู่เหว อัลดริกรู้สึกถึงความสูญเสียที่ไร้เสียง มันคือความเจ็บปวดที่ไม่มีบาดแผล แต่มันกัดกินตัวตนของเขาจากภายใน เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าความต้องการที่จะรักษาโลกนี้ไว้ เป็นความปรารถนาของเขาจริงๆ หรือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของหน้าที่ที่ถูกฝังรากลึกอยู่ในกลไกที่เขากำลังสวมกอดอยู่

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ก็พุ่งเข้าปะทะร่างของเขา มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แต่มันคือแรงกระแทกจาก 'บางสิ่ง' ที่กำลังพยายามจะข้ามผ่านรอยแยกที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นจุดหมุน สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้มาในรูปแบบของอสูรกายที่มีรูปร่างชัดเจน แต่มันมาในรูปแบบของความผิดเพี้ยนทางมิติ—เงาที่ไม่มีต้นกำเนิด แสงที่ไร้ทิศทาง และเสียงที่ฟังดูเหมือนการฉีกขาดของผืนผ้า

อัลดริกพยายามยันกายขึ้น เขาเอื้อมมือไปหาความว่างเปล่า พยายามจะดึงเอา 'น้ำหนัก' ของความเป็นจริงกลับมาใช้เป็นเกราะกำบัง แต่เขากลับพบว่ามือของเขาเริ่มโปร่งแสง ความเป็นมนุษย์ของเขากำลังจางหายไปตามกาลเวลาที่บิดเบี้ยวในแกนกลาง

'หากข้าไม่มีน้ำหนัก... ข้าจะชั่งตวงอะไรได้อีก?' เขาพึมพำกับตัวเอง คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่มันคือการยืนยันถึงวิกฤตที่เขากำลังเผชิญ

ในจังหวะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะสุดท้าย ภาพของเอลิดี้และกุญแจปริศนานั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แตคราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิม แสงจากกุญแจในนิมิตดูเหมือนจะสื่อสารกับรอยร้าวที่กำลังกัดกินเขา มันไม่ได้พยายามจะอุดรอยร้าว แต่มันกำลังพยายามจะ 'จัดระเบียบ' รอยร้าวนั้นใหม่

อัลดริกตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ความผิดพลาดของเขาไม่ใช่การเสียสละตัวตน แต่คือการพยายามใช้ 'สิ่งที่เหลืออยู่' เพื่อต่อสู้กับ 'สิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด' เขาพยายามจะใช้ความทรงจำที่จำกัดมาเป็นฐานรากให้แก่โลกที่ไร้ขอบเขต การกระทำนั้นเปรียบเสมือนการพยายามเอาเศษกระดาษไปอุดเขื่อนที่กำลังแตก

เขาสูดลมหายใจที่เย็นเยียบเข้าปอด—หรือสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นปอด—แล้วตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด แทนที่จะพยายามรั้งเศษเสี้ยวแห่งตัวตนที่เหลืออยู่ไว้เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ เขาตัดสินใจปล่อยให้มันไหลไปตามรอยแยกนั้น ปล่อยให้ความทรงจำที่พร่าเลือนไหลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสพลังงาน เพื่อหวังว่าความบิดเบี้ยวของตัวตนเขาจะกลายเป็น 'ตัวแปร' ที่ช่วยปรับจังหวะของรอยร้าวให้เข้าที่เข้าทาง

แรงฉุดกระชากมหาศาลเกิดขึ้นเมื่อเขาปล่อยวาง อัลดริกรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็นล้านชิ้น ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว แต่มันกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่เป็นอิสระอย่างประหลาด เขาเห็นโลกเบื้องบน เห็นโอ๊คเมียร์ เห็นเอลิดี้ เห็นทุกคนที่เขาเคยรัก... ทุกอย่างหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นที่งดงามและน่าสยดสยอง

เมื่อแสงสว่างจากการแตกสลายจางลง อัลดริกพบว่าตนเองยังคงลอยคว้างอยู่ในความมืด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเงียบ รอบตัวเขามีสายธารของแสงและเงาที่ไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น รอยร้าวที่เคยดูเหมือนปากเหวที่หิวกระหาย บัดนี้กลายเป็นเส้นสายที่ถักทอเข้ากับโครงสร้างของแกนกลางอย่างประหลาด

ทว่า ความสงบนั้นช่างสั้นนัก เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าที่ปลายสุดของสายธารพลังงานที่เขาเพิ่งจะจัดระเบียบใหม่นั้น มีบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่สิ่งลี้ลับจากมิติอื่น แต่มันคือ 'เจตจำนง' ที่ชัดเจนและมุ่งร้าย สิ่งนั้นกำลังใช้ระเบียบใหม่ที่เขาเพิ่งสร้างขึ้น เป็นเส้นทางด่วนเพื่อมุ่งตรงมายังจุดที่เขายืนอยู่

อัลดริกพยายามจะเรียกชื่อตัวเอง เขาพยายามจะนึกว่าเขาคือใคร แต่คำตอบที่ได้กลับมามีเพียงความว่างเปล่าที่สั่นสะเทือน เขาไม่ได้สูญเสียความทรงจำไปทั้งหมด แต่เขาได้สูญเสีย 'จุดเชื่อมโยง' ระหว่างความทรงจำกับอารมณ์ไปแล้ว เขาจำได้ว่าเขารักเอลิดี้ แต่ความรักนั้นเป็นเพียงข้อมูลชุดหนึ่งในหัวที่ไร้ความรู้สึก

เขากลายเป็นผู้เฝ้าประตูที่ไร้หัวใจ เป็นตาชั่งที่ไร้ความรู้สึก... และเขารู้ดีว่า สิ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาหาเขาในตอนนี้ คือสิ่งที่รอคอยโอกาสที่ 'ผู้ประคองสมดุล' จะกลายเป็นเพียง 'เครื่องมือ' ที่ไร้ความขัดแย้งในจิตใจ เพื่อที่มันจะได้ยึดครองสมดุลนั้นอย่างสมบูรณ์

--- อัลดริกตัดสินใจปล่อยวางเศษเสี้ยวตัวตนที่เหลืออยู่เพื่อจัดระเบียบรอยร้าวในแกนกลางโลกแทนการพยายามอุดมัน แต่การกระทำนั้นทำให้เขาสูญเสียความเชื่อมโยงทางอารมณ์จนกลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ไร้ความรู้สึก และเปิดทางให้เจตจำนงร้ายมุ่งตรงมาหาเขา