ตอนที่ 5 — รอยร้าวบนฐานทองเหลือง
แสงอรุณยามเช้าของวันที่ห้าในเดือนฟรอสต์ฟอลไม่ได้นำพาความอบอุ่นมาให้ มีเพียงแสงสีเทาหม่นที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูงของโรงสีเก่า กระทบลงบนละอองฝุ่นที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ อัลดริกนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โอ๊กตัวเดิม ดวงตาที่เหนื่อยล้าจ้องมองไปยังรอยขีดข่วนบนโต๊ะทำงานไม้ที่ผ่านการใช้งานมาหลายทศวรรษ ในมือของเขามีตะเกียงน้ำมันที่เพิ่งดับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ความเย็นเยียบจากพื้นหินใต้ฝ่าเท้าซึมผ่านรองเท้าหนังเก่าๆ เข้ามาถึงกระดูก ราวกับจะตอกย้ำว่าความสงบสุขที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดชีวิตได้พังทลายลงไปแล้วในคืนที่ผ่านมา
เขายังจำสัมผัสของความเย็นจากก้อนตะกั่วที่เขาพบในโรงสีได้ดี กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นโลหะจางๆ ที่หลงเหลือจากการบุกรุกยามวิกาลยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก มันไม่ใช่แค่การพยายามขโมยข้าว แต่มันคือการพยายามขโมย 'ความจริง' ผ่านน้ำหนักของตาชั่งหลวง
"ท่านลุง... ท่านยังไม่ได้นอนเลยใช่ไหม?" เสียงของคาเอลดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ หลานชายวัยหนุ่มวางถ้วยซุปข้นร้อนๆ ลงบนโต๊ะ ควันสีขาวลอยวนเวียนอยู่เหนือชามไม้ คาเอลไม่ได้รอคำตอบ เขาเพียงแต่มองไปที่รอยคราบน้ำมันและร่องรอยการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อัลดริกพยายามจัดระเบียบใหม่ "ข้าเห็นท่านเดินวนเวียนอยู่ที่โรงสีเก่าจนเกือบเช้า ข้าเตรียมน้ำล้างหน้าไว้ให้แล้ว"
อัลดริกถอนหายใจยาว พยายามข่มความหนักอึ้งในอก "มันไม่ใช่แค่เรื่องคนแปลกหน้าบุกรุกคาเอล แต่มันคือการประกาศสงครามที่มองไม่เห็น พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ข้าว แต่นี่คือการวางหมากเพื่อกำหนดว่าใครจะเป็นผู้กุมอำนาจผ่านปริมาณเสบียงที่จะส่งไปยังเอลเดอร์เมียร์"
"ข้าจะไปแจ้งเฒ่าบาร์ธ" คาเอลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาที่เคยขี้เล่นของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นแววตาของชายหนุ่มที่ตระหนักถึงภาระ "ถ้าตาชั่งถูกแตะต้อง แม้เพียงมิลลิกรัมเดียว บาร์ธต้องเป็นคนแรกที่ตรวจดู"
"อย่าเพิ่ง" อัลดริกยกมือห้าม "ถ้าเราขยับตัวแรงเกินไป พวกเขาจะรู้ว่าเรารู้ และถ้าเรารู้เร็วเกินไป พวกเขาจะเปลี่ยนวิธีการที่แนบเนียนกว่านี้ เราต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น... อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังตะกั่วพวกนั้น"
เมื่อคาเอลเดินออกไป อัลดริกจึงลุกขึ้นยืน ความปวดเมื่อยแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง เขาเดินตรงไปยังห้องโถงกลางของโรงสี ที่นั่น ตาชั่งหลวงตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหิน มันคือโครงสร้างทองเหลืองขนาดมหึมาที่ดูราวกับเทพเจ้าแห่งความเที่ยงธรรมที่กำลังหลับใหล แขนตาชั่งยาวเหยียดและสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบจนดูเหมือนมันลอยอยู่ในอากาศ แต่อัลดริกเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เขาเห็นรอยถลอกเล็กๆ บนฐานทองเหลืองที่เกิดจากการพยายามฝืนง้างเพื่อสอดแทรกตะกั่วเข้าไป
เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยที่ดังมาจากด้านนอกโรงสีทำให้เขาต้องรีบกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน มาร่าเดินเข้ามาในโรงสีด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเหมือนเช่นทุกวัน แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววกังวลที่ปิดไม่มิด นางวางผ้ากันเปื้อนลงและเดินตรงมาหาเขา
"พวกชาวเมืองเริ่มพูดกันแล้ว อัลดริก" มาร่ากระซิบพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง "ข่าวเรื่องทูตหลวงและคำพยากรณ์มันแพร่ไปไวกว่าไฟป่าเสียอีก พวกเขาไม่ได้กลัวความมั่งคั่งหรอก แต่พวกเขากลัวว่าความวุ่นวายจะทำให้ข้าวในยุ้งฉางของพวกเขาไม่ปลอดภัย และที่สำคัญ... พวกเขาเริ่มสงสัยในตัวเจ้า"
"สงสัยในตัวข้า?" อัลดริกเลิกคิ้ว
"คนเรามักจะสงสัยในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ" มาร่าตอบพลางเอื้อมมือมากุมมือที่หยาบกร้านของเขา "เมื่อมีทองคำมาวางตรงหน้า คนที่บอกว่า 'ไม่' มักจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีแผนการซ่อนเร้น เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อัลดริก ไม่ใช่แค่จากคนนอก แต่จากสายตาของคนในเมืองเองด้วย"
คำพูดของมาร่าแทงใจเขาอย่างจัง อัลดริกพยักหน้าช้าๆ เขาไม่ได้กลัวการถูกตราหน้าว่าโลภ แต่เขากลัวว่าความซื่อตรงของเขาจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นของชาวโอ๊คเมียร์
ในช่วงสายของวัน เอลิดี้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าโรงสี นางไม่ได้มาในฐานะผู้ตรวจราชการที่สง่างามเหมือนครั้งก่อน แต่มาในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายและคล่องตัว ใบหน้าของนางเคร่งขรึมกว่าที่อัลดริกจำได้ นางรอจนกระทั่งเขาส่งนางเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว
"ท่านลอร์ดอัลดริก" เอลิดี้เริ่มบทสนทนาโดยไม่อ้อมค้อม "ข้าได้รับรายงานเรื่องการบุกรุกที่โรงสีเก่าเมื่อคืนนี้"
อัลดริกชะงัก "เจ้าได้รับรายงานจากใคร? ข้ายังไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทางการทราบเลย"
"ในราชสำนักมีหูตาอยู่ทุกที่ แม้แต่ในเมืองชายแดนที่ถูกลืมอย่างโอ๊คเมียร์" เอลิดี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเตือน "เรื่องตะกั่วที่ท่านพบ... มันไม่ใช่ฝีมือของโจรป่าหรอก แต่มันคือฝีมือของนักการเมืองที่ต้องการเปลี่ยน 'น้ำหนักของความยุติธรรม' ให้กลายเป็น 'น้ำหนักของกำไร'"
"เจ้ากำลังจะบอกว่ามีคนจากเอลเดอร์เมียร์เกี่ยวข้องด้วยงั้นหรือ?" อัลดริกถาม เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธ
"ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น แต่ข้าขอบอกว่าคำพยากรณ์ไม่ได้นำมาแค่ข้าว แต่นำมาซึ่งความโลภที่ไร้ขอบเขต" เอลิดี้โน้มตัวลงมาใกล้ "จดหมายจากราชสำนักที่ทูตนำมาส่ง... ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่ามันเป็นจดหมายที่ส่งมาจากราชินีอลิซจริงๆ? หรือมันเป็นเพียงแค่แผนการเพื่อดึงดูดให้โอ๊คเมียร์เปิดประตูรับการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ?"
คำถามของเอลิดี้ทำให้โลกของอัลดริกหมุนคว้าง ความสงสัยเริ่มกัดกินความมั่นใจที่เขามีต่อคำสั่งจากเบื้องบน หากทูตหลวงไม่ได้มาเพื่อแจ้งข่าว แต่มาเพื่อเปิดทางให้การฉ้อฉลเริ่มต้นขึ้นล่ะ? หากความเที่ยงตรงของเขาคืออุปสรรคที่ต้องถูกกำจัดทิ้งโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ?
"ข้าต้องทำอย่างไร" อัลดริกถาม ความเหนื่อยล้าที่เคยมีกลับกลายเป็นความตื่นตัวที่แหลมคม
"รักษาตาชั่งไว้" เอลิดี้ตอบสั้นๆ "แต่อย่ารักษาไว้แค่ตัววัตถุ จงรักษา 'ความจริง' ของมันไว้ แม้ว่าความจริงนั้นจะทำให้ท่านต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางคนทั้งเมืองก็ตาม"
เมื่อเอลิดี้จากไป อัลดริกเดินออกไปยังลานกว้างหน้าโรงสี เขาเห็นเฒ่าบาร์ธกำลังนั่งขัดถูเครื่องมือชั่งน้ำหนักอยู่ใต้เงาไม้ บาร์ธเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่ฝ้าฟางแต่ยังคงความเฉลียวฉลาด
"ท่านลอร์ด" บาร์ธเรียก "ข้าพบสิ่งนี้ตกอยู่ใกล้ฐานตาชั่งเมื่อเช้า... ข้าคิดว่ามันอาจจะเป็นของท่าน"
บาร์ธยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งให้ มันคือตราประทับขี้ผึ้งสีแดงเข้มที่แตกหักครึ่งหนึ่ง อัลดริกหยิบมันขึ้นมาดู หัวใจของเขาหล่นวูบ ตราประทับนี้ไม่ใช่ของคนในเมืองโอ๊คเมียร์ และมันไม่ใช่ตราของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่มันคือตราประจำตำแหน่งของขุนนางระดับสูงจากราชสำนักเอลเดอร์เมียร์
ร่องรอยการบุกรุกไม่ใช่แค่ความพยายามบิดเบือนน้ำหนัก แต่มันคือการแทรกซึมที่ลึกซึ้งกว่านั้น และตอนนี้เขารู้แล้วว่าศัตรูไม่ได้อยู่เพียงแค่ในเงามืดของโรงสี แต่มันกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำในเมืองหลวงที่ห่างไกลออกไปหลายร้อยไมล์
เขามองไปที่ทุ่งข้าวที่กำลังเริ่มออกรวง ลมฤดูหนาวพัดผ่านจนต้นข้าวพริ้วไหว ราวกับกำลังกระซิบเตือนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง โอ๊คเมียร์อาจจะเป็นประตูข้าวของอาณาจักร แต่สำหรับอัลดริก ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นสมรภูมิที่ความเที่ยงตรงต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งที่เขามี
--- อัลดริกเผชิญกับความจริงที่ว่าการบุกรุกโรงสีไม่ใช่เรื่องของโจรธรรมดา แต่เป็นการสมคบคิดที่มีตราประทับของขุนนางสูงศักดิ์จากราชสำนักเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เขาตระหนักว่าสงครามเพื่อรักษาความเที่ยงตรงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว