← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 49ฟรี

ตอนที่ 49 — การเสียสละแห่งตัวตน

ความมืดมิดในแกนกลางไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือความหนาแน่นของมิติที่บิดเบี้ยวจนสัมผัสได้ราวกับอากาศที่กลายเป็นของเหลว อัลดริกหายใจหอบถี่ ลมหายใจของเขาพ่นออกมาเป็นไอขาวท่ามกลางความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาจากความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินความเป็นจริง รอบกายของเขา รอยร้าวสีม่วงครามประหลาดกำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะที่ผิดเพี้ยน มันไม่ใช่แค่รอยแตกบนพื้นผิว แต่มันคือบาดแผลบนเนื้อหนังของจักรวาลที่กำลังพยายามจะปิดตัวลงด้วยการกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า

"ใช้ความเป็นจริงของเจ้า... อุดรอยรั่ว..."

เสียงกระซิบจากเงามืดที่เขาเพิ่งได้รับฟังยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่คำแนะนำที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แต่มันคือคำพิพากษาที่ไร้ซึ่งความปรานี อัลดริกมองดูมือของตนเองที่สั่นเทา แสงสว่างจากเศษเสี้ยวปริศนาที่เขาเพิ่งใช้สร้างสมดุลชั่วคราวเริ่มหม่นแสงลง ทุกครั้งที่รอยร้าวสีม่วงครามนั้นขยายตัว พลังงานที่เขาพยายามประคองไว้จะถูกสูบหายไปราวกับน้ำที่รั่วออกจากตุ่มดินเผาที่แตกร้าว

สิ่งลี้ลับจากมิติอื่น—เงาร่างที่ไม่มีรูปลักษณ์แน่นอน—กำลังพยายามแทรกตัวผ่านรอยแยกนั้นเข้ามา พวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนของความโกลาหลที่มุ่งหมายจะทำให้ความระเบียบเรียบร้อยของโลกนี้พังทลายลง อัลดริกเห็นพวกมันพุ่งเข้าใส่แกนกลางเหมือนฝูงแมลงที่หิวโหย ทุกครั้งที่พวกมันสัมผัสกับกระแสพลังงานที่เขาสร้างขึ้น กระแสธารแห่งความจริงจะฉีกขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เขาต้องตัดสินใจ อัลดริกหลับตาลง พยายามนึกถึงสิ่งที่เขารู้จัก สิ่งที่เขามั่นใจ สิ่งที่ทำให้เขายังเป็น 'อัลดริก' ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ ผู้ดูแลตาชั่งข้าวหลวง ความเที่ยงตรง กลิ่นดินหลังฝนตก ความหนักแน่นของเม็ดข้าวในถุงกระสอบ และความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนั้น สิ่งเหล่านี้คือ 'ความเป็นจริง' ของเขา แต่มันช่างเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความเวิ้งว้างของกลไกโบราณแห่งนี้

ทันใดนั้น ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ อัลดริกทรุดเข่าลงกับพื้นโลหะที่เย็นจัด รอยร้าวที่อยู่เบื้องหน้าเขาเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นจนดูเหมือนปากของอสูรกายที่กำลังจะอ้าออกเพื่อกลืนกินเขาเข้าไป เขาเห็นภาพซ้อนทับของโอ๊คเมียร์—เมืองที่เขารัก—กำลังถูกรอยแยกนี้ฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาเห็นบ้านเรือนที่พังทลาย เห็นเอลิดี้ที่กำลังกรีดร้อง และเห็นคาเอลที่กำลังจมหายไปในความมืด

"ถ้าข้าต้องเสียสละความเป็นจริงของข้า เพื่อรักษาความจริงของพวกเจ้า..." เขาพึมพำ เสียงของเขาขาดห้วงด้วยความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อัลดริกเอื้อมมือออกไปหาความมืดมิด เขาไม่ได้พยายามจะผลักไสมันอีกต่อไป แต่เขากำลัง 'ดึง' มันเข้ามา เขาเริ่มใช้ความทรงจำ ความรู้สึก และตัวตนของเขาเป็นวัตถุดิบ เขาหยิบเอาความรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตลอดหลายปี หยิบเอาความภูมิใจในความเที่ยงตรงที่เขาเคยยึดถือ และหยิบเอาความรักที่มีต่อแผ่นดินเกิด ทั้งหมดนี้ถูกบีบอัดด้วยเจตจำนงอันแรงกล้าให้กลายเป็นมวลสารที่จับต้องได้

เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ล้ำลึก ราวกับมีใครบางคนกำลังดึงเส้นใยออกจากวิญญาณของเขาทีละเส้น ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นขนมปังที่มาร่าอบในยามเช้าเริ่มเลือนลางไป ความรู้สึกถึงน้ำหนักของตาชั่งที่เขาคุ้นเคยเริ่มจางหาย เขาเริ่มลืมเลือนแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง

"ไม่... ยังไม่ใช่ตอนนี้..." เขาขบฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก ทุกครั้งที่เขาส่งผ่านความเป็นจริงของตนไปอุดรอยร้าว เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็นสิ่งที่ว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆ รอยร้าวสีม่วงครามเริ่มสงบลงชั่วคราวเมื่อได้รับมวลสารจากตัวตนของเขา แต่มันก็ยังคงเต้นตุบๆ ราวกับรอคอยการเติมเต็มที่มากกว่านี้

สิ่งลี้ลับที่พยายามบุกรุกเริ่มชะงักไป พวกมันสัมผัสได้ถึงแรงต้านทานที่ไม่ได้มาจากพลังงานภายนอก แต่มาจาก 'แก่นแท้' ของสิ่งมีชีวิตที่กำลังแตกสลาย อัลดริกเห็นเงาร่างเหล่านั้นบิดเบี้ยวด้วยความสับสน เขาใช้จังหวะนี้รวบรวมความทรงจำสุดท้ายที่สำคัญที่สุด—ความตั้งใจที่จะรักษาความเที่ยงตรง—แล้วซัดมันออกไปราวกับกระสุนแสง

แสงสว่างวาบขึ้นในแกนกลาง มันไม่ใช่แสงที่อบอุ่น แต่มันคือแสงที่แหลมคมและเยือกเย็น มันพุ่งเข้าใส่รอยร้าวและอุดมันไว้ด้วยความหนักแน่นของเจตจำนง อัลดริกกรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง เมื่อเขารู้สึกว่า 'ตัวตน' ของเขากำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไก

เมื่อแสงจางลง รอยร้าวขนาดใหญ่ดูเหมือนจะถูกปิดสนิทลงได้ชั่วคราว แต่สภาพรอบตัวของอัลดริกกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนพื้นโลหะอีกต่อไป แต่เขารู้สึกเหมือนกำลังลอยคว้างอยู่ในมหาสมุทรของความคิดและความเป็นจริงที่พร่าเลือน เขาเห็นโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่างซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เหมือนแผ่นกระดาษที่ถูกขยำ

เขายังมีชีวิตอยู่ แต่เขารู้สึกได้ว่าเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ความทรงจำเกี่ยวกับโอ๊คเมียร์ยังอยู่ แต่มันเหมือนกับเขากำลังดูภาพวาดของคนอื่น เขาจำได้ว่าเขาคืออัลดริก แต่เขาไม่รู้สึกถึงความ 'เป็น' อัลดริกอีกแล้ว

ท่ามกลางความสับสนนั้น เขาเหลือบไปเห็นบางสิ่ง... ที่ปลายสุดของสายตา ในส่วนที่ลึกที่สุดของแกนกลางที่เขาเพิ่งจะอุดรอยรั่วไป มีบางอย่างที่ใหญ่กว่า รอยร้าวที่ลึกกว่า และดำมืดกว่ากำลังก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่รอยร้าวที่เกิดจากความผิดพลาดของกลไก แต่มันคือรอยร้าวที่เกิดจาก 'เจตจำนง' ของบางสิ่งที่เฝ้ามองอยู่จากภายนอก

และที่นั่นเอง เขาเห็นดวงตาคู่หนึ่ง... ดวงตาที่ไม่ได้มองเขาด้วยความเมตตา หรือความโกรธแค้น แต่มันมองเขาเหมือนนักคณิตศาสตร์ที่กำลังมองดูตัวเลขที่ผิดพลาดในสมการที่เขากำลังพยายามแก้ไข

'เจ้าคิดว่าการเสียสละเศษเสี้ยวของความจริง จะหยุดยั้งกระแสธารแห่งความว่างเปล่าได้งั้นหรือ?'

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในจิตวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา อัลดริกพยายามจะขยับตัว แต่เขากลับพบว่าร่างกายของเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองขนาดมหึมาไปเสียแล้ว เขาไม่ได้เป็นผู้ประคองสมดุลอีกต่อไป แต่เขากำลังกลายเป็น 'สมดุล' เสียเอง

--- อัลดริกตัดสินใจใช้ตัวตนและความทรงจำของตนเองเพื่ออุดรอยร้าวในแกนกลางโลก แต่การกระทำนั้นกลับทำให้เขาเริ่มสูญเสียความเป็นมนุษย์ และเผชิญหน้ากับเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งมองว่าเขาเป็นเพียงความผิดพลาดในสมการ