← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 45ฟรี

ตอนที่ 45 — พันธนาการแห่งมิติที่ซ้อนทับ

เสียงเสียดสีของโลหะหนักที่บดเบียดกันดังระงมไปทั่วแกนกลาง แต่มันไม่ใช่เสียงของเครื่องจักรที่ทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนที่อัลดริกเคยรู้จักในฐานะผู้ดูแลตาชั่งหลวง มันเป็นเสียงกรีดร้องของความจริงที่กำลังถูกฉีกขาด กลิ่นอายของโอโซนเข้มข้นจนแสบจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นดินชื้นและไอเย็นจัดจากมิติที่กำลังรั่วไหลเข้ามา อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหลที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งในสายตาของเขา ดวงตาของเขาพร่ามัวด้วยแสงสว่างที่หลากสีสัน—แสงสีขาวนวลจากเศษเสี้ยวที่เขาเพิ่งใช้ไป และเงาสีดำสนิทที่ข้นคลั่กราวกับหมึกซึ่งกำลังหมุนวนอยู่รอบกาย

“เจ้าทำลายระเบียบที่ดำรงอยู่มานับพันปี” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันก้องกังวานขึ้นภายในกระดูกและจิตวิญญาณของเขา ตัวตนโบราณที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอัลดริกไม่ได้มีรูปลักษณ์ที่แน่นอน มันคือกลุ่มก้อนของความว่างเปล่าที่ประกอบขึ้นด้วยดวงตานับพันที่จ้องมองมาด้วยความว่างเปล่าและตำหนิ “เจ้าพยายามจะสร้างสมดุลด้วยมือที่เปื้อนเลือดและเศษเสี้ยวแห่งแสงที่ขโมยมา เจ้าไม่ได้สร้างสมดุล แต่เจ้ากำลังสร้างพันธนาการที่บิดเบี้ยว”

อัลดริกพยายามจะเปล่งเสียงตอบ แต่ลำคอของเขาแห้งผากราวกับทะเลทราย ลมหายใจของเขาเป็นไอสีขาวท่ามกลางความร้อนระอุของแกนกลางที่กำลังสั่นไหว เขาเห็นภาพของโอ๊คเมียร์ที่อยู่เบื้องบน—เมืองที่เขาเคยคิดว่าสงบสุข บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพซ้อนที่พร่าเลือน ท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็นริ้วๆ ราวกับผ้าไหมที่ถูกของมีคมกรีดผ่าน และสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่เพียงเงามืด แต่มันคือเศษเสี้ยวของความเป็นจริงที่ถูกปฏิเสธ

“ข้าไม่ได้ต้องการพันธนาการ...” อัลดริกเค้นเสียงออกมาได้ในที่สุด มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “ข้าเพียงแค่... ไม่อยากเห็นใครต้องสูญสิ้นไปมากกว่านี้”

ตัวตนโบราณนั้นขยับกาย—หรืออย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่ามันเคลื่อนไหว—ความกดอากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันจนอัลดริกแทบจะทรุดลงกับพื้น “ความเมตตาของเจ้าคือยาพิษ อัลดริกแห่งโอ๊คเมียร์ เมื่อเจ้าพยายามจะยื้อความเป็นจริงที่กำลังจะดับสูญ เจ้ากลับทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่เน่าเฟะ มิติที่ซ้อนทับกันนี้คือแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย และเจ้าคือผู้ที่กรีดแผลนั้นให้กว้างขึ้น”

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าครั้งใดๆ ก็ระเบิดออกมาจากจุดศูนย์กลางแกนกลาง มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่มันคือแรงกระแทกของมิติที่พยายามจะผลักดันกันและกันออกไป อัลดริกเห็นเศษเสี้ยวของโลหะโบราณลอยละล่องขึ้นมาในอากาศ ราวกับไร้น้ำหนัก เขาคว้าจับแท่งเหล็กข้างกายไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยวตนเองไว้กับความเป็นจริงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

ในความพร่ามัวนั้น เขาเห็นแสงสีขาวประหลาดพุ่งตรงมาจากทิศทางที่เขาเพิ่งจะใช้มันไป แสงนั้นไม่ได้มุ่งหน้ามาเพื่อช่วยเขา แต่มันกำลังมุ่งตรงมายังแกนกลางด้วยความเร็วที่น่ากลัว มันคือ 'สิ่งลึกลับ' ที่เขาเห็นในตอนแรก—สิ่งที่กำลังจะเข้ามาตัดสินชะตากรรมของทุกสิ่ง อัลดริกตระหนักได้ทันทีว่า สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมด ทั้งการปรับสมดุล และการใช้เศษเสี้ยวแสงนั้น ไม่ใช่การกู้คืนสถานะเดิม แต่มันคือการดึงดูด 'ผู้พิพากษา' ให้ลงมายังโลกเบื้องล่าง

“หากเจ้าต้องการรักษาความเที่ยงตรง...” ตัวตนโบราณเอ่ยขึ้น เสียงนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามที่สั่นประสาท “จงชั่งน้ำหนักระหว่างการดำรงอยู่ของโลกที่บิดเบี้ยวนี้ กับการดับสูญเพื่อเริ่มใหม่ในความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์!”

อัลดริกมองไปที่มือของตนเองที่สั่นเทา เขาเห็นรอยแผลจากการทำงานหนักในโรงสี เห็นรอยเหี่ยวย่นจากความกังวลที่แบกรับมาตลอดชีวิต และตอนนี้เขาก็เห็นรอยไหม้จากพลังงานมิติที่เกาะกินผิวหนัง เขาไม่ได้เป็นเพียงลอร์ดผู้ดูแลตาชั่งข้าวอีกต่อไป แต่เขาคือจุดเชื่อมต่อเพียงจุดเดียวระหว่างสองความจริงที่กำลังจะชนกัน

เขามองขึ้นไปเหนือศีรษะ ผ่านรอยแยกที่เปิดออกกว้าง เขาเห็นเศษเสี้ยวของเมืองโอ๊คเมียร์ที่ดูเหมือนจะลอยอยู่ในความว่างเปล่า เห็นบ้านเรือนที่คุ้นเคยถูกดึงเข้าหาความมืด และเห็นใบหน้าของคาเอล หลานชายของเขาที่กำลังตะโกนเรียกเขาอยู่ในมิติที่มองไม่เห็น ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่มันถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่มาจากรากเหง้าของความเป็นมนุษย์ที่เขาเป็นมาตลอด

“ถ้าความเที่ยงตรงคือการยอมรับความจริง...” อัลดริกพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังสิ่งลึกลับที่กำลังพุ่งตรงมา “ข้าก็จะชั่งน้ำหนักมันด้วยชีวิตของข้าเอง”

เขาทิ้งตัวไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อหลบหนี แต่เพื่อพุ่งเข้าหาจุดที่แสงและเงาปะทะกันรุนแรงที่สุด เขาต้องการจะคว้าเอา 'ความจริง' นั้นไว้ก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่แตกสลาย ในขณะที่เขากำลังจะถึงจุดปะทะ เสียงกัมปนาทสุดท้ายก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งลึกลับที่ส่องแสงเจิดจ้าจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน ทิ้งให้อัลดริกจมดิ่งลงสู่การตัดสินที่ไม่อาจหวนคืน

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับตัวตนโบราณที่ตำหนิการกระทำของเขาว่าเป็นการสร้างพันธนาการที่บิดเบี้ยว แทนที่จะเป็นสมดุลที่แท้จริง ท่ามกลางการพุ่งเข้าหาของสิ่งลึกลับที่กำลังจะตัดสินชะตากรรมของโลก