← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 2ฟรี

ตอนที่ 2 — น้ำหนักของความคาดหวัง

เสียงครางต่ำของฟืนที่กำลังปะทุอยู่ในเตาผิงเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยขับไล่ความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องโถงรับรองของปราสาทโอ๊คเมียร์ อัลดริกนั่งจ้องมองจดหมายตราประทับขี้ผึ้งสีทองที่เพิ่งถูกเปิดออก กลิ่นจางๆ ของน้ำหมึกราคาแพงและขี้ผึ้งร้อนระอุยังคงอบอวลอยู่รอบตัวเขา มันเป็นกลิ่นของเอลเดอร์เมียร์ กลิ่นของอำนาจที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยไมล์ กลิ่นที่เขามักจะพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดทั้งชีวิตการทำงานของเขา

“มันไม่ใช่แค่จดหมายแจ้งข่าวธรรมดาหรอกนะอา” เสียงของมาร่า ภรรยาของเขาดังขึ้นจากมุมห้อง เธอกำลังเช็ดถ้วยดินเผาด้วยผ้าลินินสีซีด ท่าทางของเธอไม่ได้ดูตื่นตระหนกเหมือนที่เขารู้สึก แต่ความตรงไปตรงมาของเธอก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาใจหายเสมอ “มันคือคำสั่งที่ซ่อนมาในรูปของคำพยากรณ์ต่างหาก ทูตคนนั้นไม่ได้ขี่ม้าฝ่าฝนมาเพื่อมาเยี่ยมเยียนเรา แต่มารอให้เรายอมรับภาระที่เขาโยนมาให้ต่างหาก”

อัลดริกเงยหน้าขึ้น มองใบหน้าของภรรยาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน แสงไฟจากเตาผิงสะท้อนในดวงตาของเธอที่ยังคงมีความเด็ดเดี่ยวเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน “ข้าไม่ได้กลัวภาระหรอกมาร่า ข้าแค่กลัวความวุ่นวายที่ตามมา โอ๊คเมียร์เป็นเมืองเล็กๆ เรามีโรงสี เรามีตาชั่ง เรามีข้าวพอเลี้ยงคนในเขตชายแดนนี้ แต่ถ้าหากคำพยากรณ์นั่นเป็นจริง... ถ้าหากเราต้องกลายเป็นคลังเสบียงของทั้งอาณาจักรจริงๆ ตาชั่งของข้าจะรับน้ำหนักความโลภของพวกขุนนางไหวได้อย่างไร?”

เขาวางจดหมายลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเนื้อแข็งที่ผ่านการใช้งานมาจนขึ้นเงา ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว—ความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับความเที่ยงตรง หากเขาต้องดูแลข้าวทุกเมล็ดที่จะถูกส่งไปยังราชสำนัก นั่นหมายความว่าสายตาของออราเคิลและสายตาของเหล่าขุนนางจะจับจ้องมาที่ตาชั่งของเขา ทุกการขยับของลูกตุ้มทองเหลืองจะถูกตีความว่าเป็นการโกงหรือความซื่อสัตย์

“เจ้าคิดมากไปหรือเปล่าลุง?” เสียงใสๆ ของคาเอลดังขึ้นที่ประตูห้องโถง หลานชายวัยหนุ่มก้าวเข้ามาพร้อมกับถาดน้ำชา เขาดูจะตื่นเต้นมากกว่าจะกังวล ดวงตาของคาเอลเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง “ถ้าโอ๊คเมียร์กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเสบียง อาณาจักรจะส่งคนมาเพิ่ม มีการสร้างถนนใหม่ มีการค้าขายที่มากขึ้น เราอาจจะได้เห็นโลกที่กว้างกว่าทุ่งข้าวสาลีนี้ก็ได้นะ”

“โลกที่กว้างขึ้นก็หมายถึงโจรที่มากขึ้นด้วย คาเอล” อัลดริกถอนหายใจยาว พลางรับถ้วยชาจากหลานชาย “และหมายถึงคนที่จะพยายามติดสินบนเจ้าเพื่อให้ตาชั่งมันเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งด้วย”

คาเอลยักไหล่พลางวางถาดลง “ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็จะเรียนรู้วิธีจับผิดพวกเขาให้เก่งกว่าใคร”

“อย่าได้คิดเล่นๆ กับเรื่องนี้” อัลดริกปราม เสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจังจนคาเอลต้องยอมสงบปากสงบคำ “ความเที่ยงตรงไม่ใช่เรื่องของไหวพริบ แต่มันคือเรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าตาชั่งเสีย ความเชื่อใจก็พังทลาย และถ้าความเชื่อใจพังทลาย โอ๊คเมียร์ก็จะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากเศษซากของความขัดแย้ง”

เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเมืองโอ๊คเมียร์ดูจะเปลี่ยนไปอย่างประหลาด แม้พายุฝนจะสงบลงแล้ว แต่ความอึมครึมยังคงปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ อัลดริกตัดสินใจเดินไปยังโรงสีหลวงเพื่อสำรวจความพร้อม เขาต้องการสัมผัสกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย—กลิ่นของรำข้าว ความเย็นของหินขัด และความเงียบสงบของกลไกไม้ที่ทำงานอย่างเป็นจังหวะ

ที่นั่น เขาพบกับเฒ่าบาร์ธ ช่างทำตาชั่งผู้ชราภาพที่กำลังใช้ผ้าสะอาดขัดถูชุดลูกตุ้มทองเหลืองอย่างประณีต บาร์ธเป็นชายที่พูดน้อย แต่ดวงตาที่ฝ้าฟางของเขากลับมองเห็นความผิดปกติของโลหะได้ดีกว่าใครในดินแดนนี้

“เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง ลอร์ดอัลดริก?” บาร์ธถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากงาน “ทูตหลวงน่ะ... เขาไม่ได้มาแค่ส่งจดหมายหรอก เขามาเพื่อประเมินว่าเรา 'พร้อม' แค่ไหน”

อัลดริกขมวดคิ้ว เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของบาร์ธ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร บาร์ธ? ทูตมาแล้วหรือ?”

“ยัง... แต่กลิ่นของพวกราชสำนักมันแรงพอๆ กับกลิ่นขี้ม้าในฤดูฝนเลยล่ะ” บาร์ธวางผ้าลงแล้วเงยหน้ามองอัลดริก “พวกเขากำลังจะมา ข้าสัมผัสได้ ตาชั่งของเราต้องได้รับการตรวจสอบครั้งใหญ่ และข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่แค่การตรวจเช็คความเที่ยงตรงธรรมดาๆ แต่มันจะเป็นการทดสอบความจงรักภักดีด้วย”

คำพูดของบาร์ธทำให้อัลดริกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เขาเดินเลี่ยงออกมายังลานกว้างหน้าโรงสี ที่นั่นเขาเห็นกลุ่มชาวเมืองกำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยท่าทางกระสับกระส่าย ข่าวเรื่องคำพยากรณ์เริ่มแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่เขาคิด ความหวังที่จะมีชีวิตสงบสุขในวัยกลางคนกำลังหลุดลอยไปเหมือนควันไฟ

ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินกลับปราสาท ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงชน เธอสวมชุดคลุมสีเทาเรียบง่ายแต่ดูสง่างามอย่างประหลาด ท่วงท่าการเดินของเธอมีความมั่นคงและเยือกเย็นเกินกว่าจะเป็นชาวนาทั่วไป

“ลอร์ดอัลดริก” เธอเรียกชื่อเขา เสียงของเธอนิ่งและกังวาน “ข้าหวังว่าท่านคงไม่ได้กำลังเตรียมตัวเพื่อหนีจากหน้าที่ที่ฟ้ากำหนดมาให้หรอกนะ”

อัลดริกชะงัก เขาจำใบหน้านี้ได้ดี—หลวงสาวเอลิดี้ (Eilidh) ผู้ตรวจราชการที่เคยมาเยือนโอ๊คเมียร์เมื่อหลายปีก่อน เธอเป็นคนเดียวที่ดูเหมือนจะมองทะลุผ่านหน้ากากความสงบของเขาได้เสมอ

“เอลิดี้... เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” อัลดริกถาม พยายามรักษาท่าทีให้ดูมั่นคง

“ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า การมาถึงของคณะผู้แทนจากเอลเดอร์เมียร์จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า” เอลิดี้เดินเข้ามาใกล้ แววตาของเธอฉายความกังวลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย “และข้ามาเพื่อเตือนท่าน... เมื่อแสงสว่างจากคำพยากรณ์ส่องลงมาที่โอ๊คเมียร์ เงาที่ตามมาจะมืดมิดกว่าที่ท่านจินตนาการไว้มากนัก ท่านต้องระวังคนของท่านเอง และระวังแม้กระทั่งคนของราชสำนักที่กำลังจะมาถึง”

อัลดริกนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “เจ้ากำลังบอกว่าจะมีคนมาขัดขวางความอุดมสมบูรณ์นี้งั้นหรือ?”

“ข้ากำลังบอกว่า ความอุดมสมบูรณ์คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก และคนเราพร้อมจะฆ่ากันเพื่อครอบครองมัน แม้กระทั่งในนามของความถูกต้องก็ตาม” เอลิดี้กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเดินผ่านเขาไป ทิ้งให้อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางสายลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้น

เขามองกลับไปยังโรงสีหลวงและตาชั่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใน ความเงียบสงบที่เขาเคยโหยหาได้มลายหายไปสิ้น ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาไม่ได้กำลังดูแลแค่ข้าวสาร แตเขากำลังดูแลหัวใจของอาณาจักรที่กำลังจะสั่นคลอน และความเที่ยงตรงของเขาจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กั้นกลางระหว่างความมั่งคั่งกับความโกลาหล

ในยามเย็นวันนั้น อัลดริกนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องทำงาน เขามองดูแผนที่ของอาณาจักรคาซเทลเลนที่แขวนอยู่บนผนัง เส้นทางจากเอลเดอร์เมียร์มายังโอ๊คเมียร์ดูยาวไกลและโดดเดี่ยว แต่เขารู้ดีว่าในไม่ช้า เส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยขบวนม้าและอำนาจที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เขาจะรับไหวเพียงลำพัง

เขาลุกขึ้นเดินไปยังตู้เก็บของสำคัญ หยิบลูกตุ้มทองเหลืองขนาดเล็กขึ้นมาลูบคลำ ความเย็นของโลหะทำให้เขารู้สึกตัว “หากข้าต้องแบกน้ำหนักนี้ ข้าก็ต้องทำให้แน่ใจว่าตาชั่งของข้าจะไม่เอนเอียงแม้แต่มิลลิเมตรเดียว” เขาพึมพำกับตัวเอง ท่ามกลางความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมโอ๊คเมียร์

--- อัลดริกเผชิญกับความจริงที่ว่าคำพยากรณ์จะนำพาความวุ่นวายและการตรวจสอบจากราชสำนักมาสู่เมืองโอ๊คเมียร์ โดยมีเอลิดี้มาเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมั่งคั่งที่กำลังจะมาถึง