ตอนที่ 17 — ตราประทับเหนือบัลลังก์
ความเงียบที่ตามมาหลังพายุแห่งแรงสั่นสะเทือนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทที่เพิ่งสงบลง มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเย็นเยียบ ราวกับว่าอากาศในห้องโถงใต้ดินถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น อัลดริกนอนหอบหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนกลิ่นโลหะและโอโซนเข้าปอดอย่างยากลำบาก ทุกครั้งที่เขาสูดหายใจ ความเจ็บปวดที่หลงเหลือจากนิมิตยังคงแล่นพล่านอยู่ในขมับ เหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ภายใน
“อัลดริก... ได้โปรด บอกข้าทีว่าท่านยังไม่ตาย” เสียงของเอลิดี้สั่นเครือ เธอประคองร่างของเขาไว้ มือของเธอสั่นเทาขณะสัมผัสไหล่ของเขา ความร้อนจากร่างกายของเธอเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่
“ข้า... ข้ายังอยู่” อัลดริกเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก เขารู้สึกเหมือนเพิ่งกลับจากการเดินทางข้ามกาลเวลาที่ยาวนานนับศตวรรษ ร่างกายของเขาหนักอึ้ง แต่จิตใจกลับยังคงวนเวียนอยู่กับภาพนิมิตที่เขาเห็น—ภาพของสายธารพลังงานที่ไหลเวียนผ่านโอ๊คเมียร์ ไม่ใช่ในฐานะเสบียงเลี้ยงปากท้อง แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสมดุลของโลก
เขามองไปที่ทรงกลมโลหะที่บัดนี้ดูเหมือนจะหลับใหลไปอีกครั้ง แสงสีฟ้าที่เคยเจิดจ้าหม่นแสงลงจนเหลือเพียงประกายจางๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามกว่าเดิม อัลดริกพยายามยันตัวขึ้นนั่ง ความเย็นจากพื้นโลหะซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าไปถึงผิวหนัง แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความเย็นที่เกาะกินอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
“เราต้องขึ้นไปเดี๋ยวนี้” เอลิดี้เร่ง กระชับแขนของเขาให้มั่นคงขึ้น “เสียงข้างบนนั่น... มันไม่เหมือนเสียงคนกำลังคุยกันแล้ว มันเหมือนเสียงคนกำลังพยายามจะพังกำแพงเข้ามา”
อัลดริกพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย เขามองไปที่พื้นโลหะอีกครั้ง สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดที่เขาสัมผัสเมื่อครู่ ตรงรอยไหม้จางๆ ที่มีรูปร่างคล้ายตราประทับ มันไม่ใช่ตราประทับรูปมงกุฎของราชินีอลิซที่เขาคุ้นเคย แต่มันคือตราประทับที่มีลวดลายซับซ้อนกว่า เป็นรูปวงกลมที่ถูกล้อมรอบด้วยเส้นสายที่ดูเหมือนรากไม้และดวงดาวที่ประสานกันอย่างลงตัว มันดูโบราณ ทรงพลัง และน่าสะพรึงกลัว
“เอลิดี้... เจ้าเห็นนั่นไหม?” เขาชี้ไปที่รอยไหม้ด้วยมือที่ยังสั่นเทา
เอลิดี้ก้มลงมอง แสงจากตะเกียงสำรองของคาเอลที่วางอยู่ใกล้ๆ สาดส่องไปกระทบพื้น “ตราประทับงั้นหรือ? มันดู... ไม่เหมือนของราชสำนักเอลเดอร์เมียร์เลยสักนิด อัลดริก มันเหมือนกับ... สิ่งที่เก่าแก่กว่านั้น”
“มันคือตราประทับที่อยู่เหนือกว่ากฎหมายของราชินี” อัลดริกกระซิบ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “หากสิ่งที่ข้าเห็นเป็นความจริง สิ่งที่พวกวาลเลอริอุสและเซดริกกำลังทำอยู่ ไม่ใช่แค่การช่วงชิงอำนาจการควบคุมเสบียง แต่มันคือการขยับหมากในเกมที่ใหญ่กว่านั้น เกมที่แม้แต่ราชสำนักเองก็อาจจะเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง”
พวกเขาเริ่มการปีนป่ายกลับขึ้นสู่รอยแยกอย่างทุลักทุเล ทุกย่างก้าวที่ขยับขึ้นไปสู่โลกเบื้องบน อัลดริกกลับรู้สึกว่าความรับผิดชอบที่เขาแบกไว้มันหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาเคยคิดว่าหน้าที่ของเขาคือการดูแลตาชั่งให้เที่ยงตรง เพื่อให้ชาวเมืองได้กินอิ่มและราชอาณาจักรได้มีเสบียง แต่บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่า ตาชั่งหลวงไม่ใช่แค่เครื่องมือวัดน้ำหนัก แต่มันคือจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และกลไกที่ควบคุมความสมดุลของสรรพสิ่ง
เมื่อศีรษะของเขาโผล่พ้นขอบรอยแยกขึ้นมาสู่ห้องโถงโรงสี กลิ่นอับของฝุ่นและกลิ่นเหงื่อของฝูงชนก็พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที แสงจากตะเกียงนับสิบดวงที่ชาวเมืองถือมาส่องสว่างจนแสบตา เสียงตะโกนด่าทอและเสียงเคาะประตูไม้ดังระงมไปทั่ว
“เปิดประตู! พวกเราต้องการรู้ความจริง! ตาชั่งมันเป็นอะไร! ทำไมพื้นถึงสั่นเหมือนมีปีศาจอยู่ข้างล่าง!” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
อัลดริกพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาพยุงเอลิดี้ขึ้นมาข้างๆ แล้วหันไปหาคาเอลที่ยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ทางออก “คาเอล! สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พวกเขากำลังจะพังประตูเข้ามาแล้วครับท่านลุง!” คาเอลกระซิบด้วยความตื่นตระหนก “เซดริกและพวกวาลเลอริอุสก็อยู่ข้างนอกนั่นด้วย พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยปลอบโยนชาวเมือง แต่พวกเขามาเพื่อ 'ตรวจสอบ' ความเรียบร้อย... ในแบบของพวกเขาเอง”
อัลดริกสูดลมหายใจเข้าลึก เขาต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกแรกในฐานะผู้กุมความลับที่อันตรายที่สุด เขาเดินก้าวออกไปที่หน้าประตูโรงสีที่กำลังถูกแรงกระแทกจากภายนอกจนสั่นไหว
“ถอยไป! ทุกคนถอยไป!” อัลดริกตะโกนก้อง เสียงของเขาที่ผ่านการกร้านงานมานานปีมีพลังอำนาจที่ทำให้ฝูงชนชะงักไปชั่วครู่ “มันคือการปรับสมดุลทางโครงสร้าง! โรงสีนี้เก่าแก่เกินไป และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหันทำให้ชั้นหินใต้ดินเกิดการขยายตัว!”
“คำโกหก!” เสียงหนึ่งตะโกนแทรกขึ้นมา “เราเห็นแสงสีฟ้า! เราได้ยินเสียงเหมือนหัวใจเต้น! ท่านจะบอกว่าหินมันมีหัวใจงั้นหรือ ลอร์ดอัลดริก?”
อัลดริกนิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ แต่เขาไม่สามารถบอกความจริงได้เช่นกัน ในวินาทีนั้นเอง ประตูโรงสีก็ถูกผลักออกอย่างแรงด้วยแรงของกลุ่มคน และท่ามกลางกลุ่มชาวเมืองที่โกรธเกรี้ยว อัลดริกเห็นร่างของเซดริกยืนตระหง่านอยู่
เซดริกไม่ได้อยู่ในชุดเดินทางที่เปื้อนฝุ่นอีกต่อไป บัดนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีเข้มที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม ใบหน้าของเขานิ่งสงบราวกับผิวน้ำในฤดูหนาว ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่อัลดริก ราวกับเขารู้ดีว่าอัลดริกเพิ่งจะกลับขึ้นมาจาก 'นรก' ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
“ลอร์ดอัลดริก” เซดริกกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง เสียงของเขาตัดผ่านความวุ่นวายของชาวเมืองได้อย่างน่าประหลาด “ดูเหมือนว่าการตรวจสอบของข้าจะพบความผิดปกติที่ 'ลึกซึ้ง' กว่าที่คาดไว้เสียอีก”
อัลดริกจ้องมองกลับไป เขาเห็นแววตาของเซดริกที่ไม่ใช่แค่ความสงสัย แต่เป็นความคาดหวัง... คาดหวังว่าอัลดริกจะยอมรับความจริง หรือไม่ก็ยอมสยบต่ออำนาจที่กำลังจะมาถึง
“ท่านผู้ตรวจการ” อัลดริกตอบกลับด้วยความเย็นชาที่พยายามรักษาไว้ “ความผิดปกติที่ท่านว่า คือสิ่งที่ชาวเมืองกำลังกังวล และมันก็คือสิ่งที่ข้ากำลังจัดการอยู่”
“จัดการงั้นหรือ?” เซดริกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูถูกและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน “การพยายามปิดซ่อนรอยร้าวใต้ฐานราก ไม่ใช่การจัดการ แต่มันคือการปล่อยให้ความพินาศขยายตัวขึ้นต่างหาก หากท่านไม่สามารถควบคุมความเที่ยงตรงของเมืองนี้ได้ ราชสำนักก็จำเป็นต้องส่ง 'ผู้ที่มีความสามารถมากกว่า' เข้ามาดูแลแทน”
คำพูดนั้นคือคำขู่ที่ชัดเจนที่สุด อัลดริกตระหนักในทันทีว่าเซดริกไม่ได้มาที่นี่เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตาชั่งข้าว แต่มันคือการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อบีบให้เขาลงจากตำแหน่ง และเพื่อยึดครองสิ่งที่อยู่ใต้โรงสีนี้—สิ่งที่เขาเพิ่งจะสัมผัสมากับมือ
“ชาวเมืองโอ๊คเมียร์ต้องการความจริง ไม่ใช่คำขู่จากราชสำนัก!” อัลดริกประกาศก้องต่อหน้าฝูงชน “และข้า ในฐานะลอร์ดแห่งเมืองนี้ จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาบิดเบือนความสงบสุขของพวกเรา ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีตราประทับใดก็ตาม!”
เสียงโห่ร้องของชาวเมืองเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ความตึงเครียดระหว่างลอร์ดผู้ซื่อตรงและผู้ตรวจการจากราชสำนักพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะระเบิด อัลดริกรับรู้ได้ว่าสงครามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสนามรบที่มีดาบและโล่ แต่มันคือสงครามที่เดิมพันด้วยความจริง ความเชื่อมั่น และอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนดินที่เขายืนอยู่
เขามองไปที่เซดริก และในความมืดมิดของดวงตาผู้ตรวจการคนนั้น อัลดริกเห็นเงาของตราประทับลึกลับที่เขาพบใต้ดินสะท้อนอยู่... หรือบางที มันอาจจะเป็นเพียงจินตนาการที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของเขาเอง
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือจินตนาการ สิ่งหนึ่งที่อัลดริกมั่นใจคือ... ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์ได้เอียงไปแล้ว และเขาต้องหาทางดึงมันกลับมาให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงอย่างไม่อาจเรียกคืน
--- อัลดริกและเอลิดี้กลับขึ้นมาจากห้องใต้ดินพร้อมความลับเรื่องตราประทับลึกลับที่เหนือกว่าราชสำนัก ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับการข่มขู่จากเซดริกที่พยายามใช้ความตื่นตระหนกของชาวเมืองเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดอำนาจการควบคุมโอ๊คเมียร์