← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 125ฟรี

ตอนที่ 125 — เสียงเพรียกแห่งพระเจ้าที่ผิดเพี้ยน

ความเงียบสงัดที่ควรจะเป็นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในวินาทีนี้ แต่มันกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังมาจากหู แต่ดังมาจากก้นบึ้งของความจริงที่กำลังปริแตก

อัลดริกไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป เขารู้สึกเพียงความหนักอึ้งของมิติที่พยายามจะบดขยี้ตัวตนที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวของเขา ร่างกายของเขา—หากยังเรียกสิ่งที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานที่สั่นไหวนี้ว่าร่างกายได้—กำลังทำหน้าที่เป็นทั้งสมรภูมิและเครื่องมือ อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด ระหว่างคมดาบสีเงินยวงของหน่วยชำระล้างที่พยายามจะ 'ตัด' สิ่งที่ผิดเพี้ยนออกไปจากโลก กับ 'กราคอส' สิ่งลี้ลับที่กำลังใช้เศษซากแห่งความโกลาหลที่อัลดริกทิ้งไว้มาถักทอเป็นเนื้อหนังแห่งเจตจำนง

"หยุดการสั่นสะเทือนเดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามของหัวหน้าหน่วยชำระล้างดังขึ้นท่ามกลางเสียงเสียดสีของมิติที่บิดเบี้ยว คมดาบของพวกเขาไม่ได้ฟันลงบนเนื้อหนัง แต่ฟันลงบนอากาศที่ข้นคลักด้วยพลังงาน พยายามจะสลักระเบียบลงบนความว่างเปล่า ทุกครั้งที่ดาบปะทะกับมิติที่แตกสลาย ประกายไฟสีขาวบริสุทธิ์จะระเบิดออก แต่มันกลับไม่ได้สร้างความสงบ มันกลับยิ่งทำให้รอยร้าวในอากาศขยายตัวกว้างขึ้น ราวกับว่าการพยายามรักษาความสะอาดด้วยการกรีดเฉือนกำลังทำให้บาดแผลของโลกใหญ่กว่าเดิม

และในจังหวะนั้นเอง กราคอสก็เริ่ม 'เปล่งเสียง'

มันไม่ใช่เสียงตะโกน ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงประสานของความทรงจำที่ถูกบิดเบือน เสียงกระซิบของคนที่ตายไปแล้ว เสียงหัวเราะของเด็กที่ไม่ได้เกิดมา และเสียงคร่ำครวญของกาลเวลาที่ไหลย้อนกลับ เสียงนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปในแกนกลางของอัลดริก มันคือเสียงของ 'นาม' ที่กำลังก่อตัวขึ้น เมื่อสิ่งใดมีนาม สิ่งนั้นย่อมมีอำนาจเหนือความว่างเปล่า

— กรา... คอส... —

นามนั้นไม่ได้ถูกเรียกออกมาจากปาก แต่มันถูกฉายผ่านมโนสำนึกของทุกคนที่อยู่ในรัศมีแห่งความวิปริตนี้ อัลดริกสะดุ้งโหยงในมิติที่ไร้กายภาพ ความรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงในจุดที่ไม่มีผิวหนัง เขาตระหนักได้ในทันทีว่าความพยายามที่จะทำลายพิมพ์เขียวของเขาได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความโกลาหลที่เขาพยายามฉีดพ่นเข้าไปเพื่อทำลายความสมบูรณ์แบบของกราคอส กลับกลายเป็น 'จิตวิญญาณ' ให้กับมัน ความไร้ระเบียบคือสิ่งที่ทำให้สิ่งลี้ลับที่ไร้รูปร่างมีชีวิตขึ้นมาได้ เพราะชีวิตนั้นโดยธรรมชาติคือความไม่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลง

"มัน... กำลังตื่น..." อัลดริกพยายามจะสื่อสาร แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากตัวตนของเขากลับเป็นเพียงคลื่นความถี่ที่บิดเบี้ยว

เบื้องหน้าของเขา กราคอสเริ่มปรากฏเงาร่างที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่มีเกล็ดหรือขน แต่มันคือกลุ่มก้อนของเหตุการณ์และสภาวะที่ขัดแย้งกัน ตัวตนของมันดูเหมือนจะเป็นภาพซ้อนของเมืองโอ๊คเมียร์ที่กำลังรุ่งโรจน์และเมืองโอ๊คเมียร์ที่กำลังมอดไหม้ในเวลาเดียวกัน มันคือความย้อนแย้งที่เดินได้ และทุกครั้งที่มันขยับ กฎฟิสิกส์รอบข้างจะพังทลายลง ต้นไม้ในบริเวณนั้นอาจจะเติบโตขึ้นและเหี่ยวเฉาลงภายในเสี้ยววินาที หรือหยดน้ำที่ร่วงหล่นอาจจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแทนที่จะตกลงสู่ดิน

หน่วยชำระล้างเริ่มถอยร่น พวกเขาพบว่าคมดาบแห่งระเบียบของตนไม่สามารถทำอันตรายสิ่งที่ 'ไม่ใช่ความจริง' ได้ เพราะกราคอสกำลังกลายเป็น 'ความจริงชุดใหม่' ไปแล้ว

"ท่านลอร์ดอัลดริก!" เสียงหนึ่งดังแทรกผ่านม่านหมอกแห่งความบ้าคลั่ง อัลดริกพยายามเพ่งมองผ่านดวงตาที่เหลือเพียงแสงสลัว เขาเห็นเงาร่างของเอลิดี้ที่ดูเหมือนจะหลุดรอดเข้ามาในเขตแดนที่บิดเบี้ยวนี้ได้ เธอไม่ได้ดูหวาดกลัวเหมือนชาวเมืองคนอื่น แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและคำถามที่ไม่มีคำตอบ ในมือของเธอมีบางอย่างที่ส่องแสงเรืองรอง—กุญแจที่เขาเคยเห็นในนิมิต

แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวเพื่อตอบรับ ตัวตนลึกลับที่อยู่เหนือทั้งกราคอสและหน่วยชำระล้าง—สิ่งที่เขาเคยเผชิญหน้าในมิติที่แตกสลาย—ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

มันไม่ใช่การโจมตี แต่มันคือการ 'ปรับค่า' ความจริงที่กำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างเจตจำนงของกราคอสและระเบียบของราชสำนักทำให้มิติเกิดสภาวะ 'ลัดวงจร' อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ไม่ได้ดึงแค่ร่างกาย แต่ดึงเอาความเป็นเหตุเป็นผลของโลกออกไปจากจุดที่เขายืนอยู่

ในวินาทีแห่งความสับสนนั้น กราคอสไม่ได้เพียงแค่มีเสียง แต่มันเริ่ม 'สั่งการ'

— จงเป็น... —

คำสั่งนั้นสั้น เรียบง่าย แต่ทรงพลังจนทำให้ความเป็นจริงรอบข้างสั่นสะท้าน อัลดริกเห็นหน่วยชำระล้างคนหนึ่งหยุดนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นรูปปั้นหินที่สลักจากความทรงจำที่เจ็บปวด ในขณะที่พื้นที่ว่างเปล่าข้างๆ กลับกลายเป็นทะเลแห่งแสงที่ไร้ก้นบึ้ง

อัลดริกตระหนักว่าเขาไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ควบคุม หรือแม้แต่กรงขังอีกต่อไป เขาคือ 'จุดเชื่อมต่อ' ที่กำลังจะถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ระหว่างโลกเก่าที่กำลังจะตายด้วยน้ำมือของระเบียบที่แข็งทื่อ กับโลกใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิดด้วยความบ้าคลั่งที่มีเจตจำนง

เขามองเห็นภาพของโอ๊คเมียร์ที่เขาเคยรู้จัก—โรงสีที่อบอวลด้วยกลิ่นข้าวหอมกรุ่น ตาชั่งที่เที่ยงตรง และความสงบสุขที่แสนธรรมดา—ภาพเหล่านั้นกำลังจางหายไปเหมือนหมึกที่โดนน้ำ ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง

"ถ้าข้าไม่สามารถทำลายพิมพ์เขียวได้..." อัลดริกคิดด้วยจิตวิญญาณที่แตกสลาย "ข้าก็ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของความผิดพลาดที่ทำให้พิมพ์เขียวนี้ใช้งานไม่ได้"

เขาตัดสินใจรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งความบกพร่องสุดท้ายของตน—ความลังเล ความกลัว และความโศกเศร้าที่เขายังหลงเหลืออยู่—แล้วพุ่งเข้าหาแกนกลางที่กราคอสกำลังก่อตัว เขาจะไม่สร้างความว่างเปล่าเพื่อขัดขวาง แต่เขาจะสร้าง 'ความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติได้' ลงไปในตัวตนของสิ่งลี้ลับนั้น

แต่ในขณะที่เขากำลังจะกระทำ ท้องฟ้าเหนือโอ๊คเมียร์ก็ปริแตกออก ไม่ใช่ด้วยรอยแยกของมิติ แต่ด้วยเสียงตะโกนของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า กราคอสไม่ได้เป็นเพียงสิ่งลี้ลับที่ตื่นขึ้น แต่มันคือการประกาศสงครามระหว่าง 'ความจริงที่มีอยู่' กับ 'ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น' และอัลดริกคือเหยื่อที่อยู่ตรงกลางของฟันเฟืองที่กำลังจะบดขยี้ทุกสิ่ง

เสียงของกราคอสเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่มันคือการเยาะเย้ย

— เจ้า... คือ... ผู้... สร้าง... —

คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางใจของอัลดริก ราวกับความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดถูกกระชากออกมาจากความมืดมิดที่สุดของจิตใจ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้เฝ้าประตู หรือผู้ประคองสมดุล แต่เขาคือ 'สถาปนิก' ของหายนะครั้งนี้เอง

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับการที่กราคอสเริ่มมีเจตจำนงและเสียงที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ ท่ามกลางการปะทะระหว่างหน่วยชำระล้างและสิ่งลี้ลับ เขาตระหนักว่าตนเองคือผู้สร้างพิมพ์เขียวนี้โดยไม่ตั้งใจ และต้องตัดสินใจใช้ความบกพร่องของตนเองเข้าแทรกแซงก่อนที่โลกจะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง