ตอนที่ 12 — จังหวะที่ผิดเพี้ยนของเหล็กและหิน
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงันของรุ่งสางที่ควรจะสงบสุข อัลดริกสะดุ้งโหยงจนเกือบจะทำตะเกียงน้ำมันในมือหล่น ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการอดนอนมาทั้งคืนประท้วงด้วยความปวดร้าวที่บ่าและเอว เขาขยี้ตาที่พร่ามัวด้วยความง่วงงุน ก่อนจะพบว่าเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านร่องไม้ของโรงสี แต่มันคือเสียงครืดคราดที่สั่นสะเทือนลึกมาจากใต้ฝ่าเท้า
“ท่านลอร์ด! ท่านลอร์ดครับ!” เสียงตะโกนของคาเอลดังแทรกผ่านกำแพงไม้หนา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกซึ่งอัลดริกไม่เคยได้ยินจากหลานชายผู้สุขุมคนนี้มาก่อน
อัลดริกคว้าเสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ที่ทิ้งไว้ข้างเตียง สลัดความมึนงงทิ้งไปแล้วก้าวลงจากบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขาวิ่งผ่านโถงทางเดินแคบๆ ที่มีกลิ่นแป้งข้าวและกลิ่นอับชื้นของฤดูหนาว จนกระทั่งมาถึงห้องโถงกลางที่ซึ่งตาชั่งหลวงตั้งตระหง่านอยู่ แสงสว่างจากตะเกียงที่คาเอลถืออยู่สั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน และนั่นคือภาพที่ทำให้อัลดริกหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ตาชั่งทองเหลืองขนาดมหึมาที่เขาดูแลมาเกือบครึ่งชีวิต กำลังแกว่งไกวอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ได้สั่นแบบการเคลื่อนที่ตามแผ่นดินไหวทั่วไป แต่มันสั่นราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังพยายามดิ้นรนอยู่ภายในแกนกลางของเครื่องจักร แขนข้างหนึ่งของตาชั่งกระแทกกับขอบหินอ่อนดัง ปัง! ปัง! จังหวะของมันหนักแน่นและสม่ำเสมอจนน่าขนลุก เหมือนชีพจรของยักษ์ที่กำลังโกรธเกรี้ยว
“มันเริ่มอีกแล้ว” เอลิดี้ยืนอยู่ข้างๆ คาเอล ใบหน้าของเธอซีดเผือดภายใต้แสงตะเกียง ดวงตาที่เคยมั่นคงและเต็มไปด้วยความลับบัดนี้ฉายแววหวาดหวั่น “มันไม่ได้แค่สั่นเพราะแผ่นดินไหว อัลดริก... มันกำลังตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง”
อัลดริกไม่ตอบ เขาพุ่งตัวเข้าไปใกล้ฐานรากของตาชั่ง ความเย็นเยียบที่เขาเคยสัมผัสได้เมื่อคืนนี้ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น มันไม่ใช่ความเย็นของอากาศฤดูหนาว แต่มันคือความเย็นที่กัดกินเข้าไปในกระดูก เป็นความเย็นที่ดูเหมือนจะดูดซับความร้อนจากร่างกายของเขาไปในทันทีที่เข้าใกล้ เขาย่อตัวลง สัมผัสกับรอยแตกเล็กๆ บนพื้นหินที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
“เราต้องปิดมันไว้” อัลดริกกระซิบ เสียงของเขาสั่นพร่า “ถ้าคนในเมืองเห็น... ถ้าพวกคนงานโรงสีเห็นว่าตาชั่งหลวงกำลังเสียสติ พวกเขาจะคิดว่าคำพยากรณ์เรื่องปีที่อุดมสมบูรณ์เป็นเรื่องลวงโลก และถ้าข่าวนี้หลุดไปถึงเอลเดอร์เมียร์...”
“พวกเขาก็จะส่งกองทหารเข้ามาตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ผู้ตรวจการ” เอลิดี้กล่าวแทรกพลางก้าวเข้ามาใกล้ “และถ้าพวกเขารู้ว่ามีวัตถุประหลาดอยู่ใต้ฐานรากนี้ โอ๊คเมียร์จะไม่ได้เป็นเพียงเมืองทางผ่าน แต่จะเป็นสมรภูมิแห่งความสงสัยทันที”
ทันใดนั้น แรงกระแทกครั้งใหญ่ก็ส่งผลให้ตาชั่งเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรงจนคานทองเหลืองกระแทกกับผนังหิน เสียงดังสนั่นจนฝุ่นผงจากเพดานร่วงกราวลงมาปกคลุมร่างของทั้งสามคน อัลดริกคว้าขอบโต๊ะไม้ไว้แน่น ความรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้างทำให้เขาคลื่นไส้ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพของตาชั่งที่เที่ยงตรงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและความมั่นคงของเมือง บัดนี้มันกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายความเชื่อมั่นนั้นลงด้วยน้ำมือของสิ่งลึกลับที่เขาไม่เข้าใจ
“คาเอล ไปเอาเครื่องมือช่างกับตะเกียงเพิ่มมา!” อัลดริกสั่งการโดยไม่หันไปมอง “เอลิดี้ ช่วยฉันดูรอยแตกตรงนี้ที เราต้องหาทางทำให้มันหยุดสั่น... หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันดูเหมือนว่ามันแค่สั่นเพราะลมแรง”
“ลมแรงงั้นหรือ?” เอลิดี้แค่นหัวเราะอย่างขมขื่น “ท่านกำลังจะหลอกตัวเองหรือหลอกคนทั้งเมือง อัลดริก? แรงสั่นสะเทือนระดับนี้ ต่อให้พายุหิมะถล่มโอ๊คเมียร์ทั้งเมือง ตาชั่งก็ไม่ควรจะแกว่งเป็นจังหวะเหมือนหัวใจเต้นแบบนี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียง ตึก... ตึก... ตึก... ที่ดังมาจากใต้พื้นดิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ตาชั่งแกว่งไกว อัลดริกกัดฟันแน่น ความเหนื่อยล้าที่เขามีมาตลอดหลายปีดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นความกดดันที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม เขาเป็นลอร์ดผู้ดูแลความเที่ยงตรง แต่ตอนนี้เขากลับไม่สามารถควบคุมแม้แต่ความจริงที่อยู่ใต้เท้าของตัวเองได้
เขามองไปที่วัตถุโลหะปริศนาที่เขาพบเมื่อคืน ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้รอยแตกที่ขยายตัวขึ้น ความเย็นที่แผ่ออกมานั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกสั่นสะเทือนที่แผ่ซ่านขึ้นมาตามผนังอาคาร มันไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องจักรหรือหิน แต่มันเหมือนกับว่าโลกกำลังพยายามจะบอกอะไรบางอย่างผ่านความผิดเพี้ยนนี้
“เราไม่มีเวลามากนัก” อัลดริกกล่าวพลางหยิบตะเกียงขึ้นมาส่องลงไปในรอยแยก “ถ้ามันสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ ฐานรากของโรงสีอาจจะพังทลาย และถ้าโรงสีถล่ม ตาชั่งหลวงก็จะหายไปพร้อมกับความลับนี้ด้วย เราต้องลงไปดู... ใต้รอยแตกนั่น”
เอลิดี้มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความกังวล “ลงไปใต้ฐานรากในสภาพนี้งั้นหรือ? มันอันตรายเกินไป อัลดริก โครงสร้างหินพวกนี้อาจจะถล่มลงมาทับเราได้ทุกเมื่อ”
“แล้วจะให้รอให้มันพังลงมาเองงั้นหรือ?” อัลดริกสวนกลับ “ถ้าเราไม่จัดการมันตอนนี้ ความลับนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันจะกลายเป็นเรื่องของคนทั้งราชอาณาจักร”
คาเอลกลับมาพร้อมกับกล่องเครื่องมือและตะเกียงสำรอง ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศหนาวจัด เขาเห็นสีหน้าของทั้งสองคนก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด “ท่านลุง... ผมได้ยินเสียงจากข้างนอก... ชาวเมืองเริ่มมารวมตัวกันที่หน้าโรงสีแล้วครับ พวกเขาเห็นแสงสว่างและการสั่นสะเทือน”
หัวใจของอัลดริกกระตุกวูบ ความผิดพลาดแรกของเขาคือการปล่อยให้ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นในเวลาที่เขากำลังพยายามจะซ่อนมัน ความซื่อตรงที่เขาใช้มาตลอดชีวิตกำลังถูกทดสอบด้วยความจริงที่ยากจะแบกรับ เขาต้องเลือกระหว่างการเปิดเผยความจริงที่อาจทำลายเมือง หรือการโกหกเพื่อรักษาความสงบที่กำลังจะพังทลายลง
“คาเอล ไปบอกทุกคนว่ามันเป็นเพียงการปรับตัวของโครงสร้างไม้เนื่องจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปกะทันหัน” อัลดริกสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่พยายามซ่อนความสั่นเครือ “บอกว่าตาชั่งไม่ได้เสีย แต่มันแค่ต้องการการตรวจสอบตามวงรอบ ห้ามให้ใครเข้ามาใกล้ห้องโถงนี้เด็ดขาด!”
เมื่อคาเอลวิ่งออกไป เอลิดี้ก็หันมามองเขา “ท่านกำลังสร้างคำลวงที่ใหญ่เกินตัวนะ อัลดริก”
“ในโลกที่ความจริงอาจทำให้เกิดสงคราม บางครั้งคำลวงที่งดงามก็จำเป็นกว่า” อัลดริกตอบพลางก้มลงมองรอยแยกที่เริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มลอดออกมาจากก้นบึ้งของรอยแยกนั้น เป็นแสงที่ไม่ควรจะมีอยู่ในโลกที่มนุษย์รู้จัก และมันมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนในมโนสำนึกของเขา
เสียงนั้นไม่ได้เป็นภาษาคน แต่มันคือจังหวะ... จังหวะที่เรียกร้องให้เขาค้นหาความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้ความเที่ยงตรงของโอ๊คเมียร์
--- อัลดริกและเอลิดี้ต้องเผชิญกับความตื่นตระหนกเมื่อตาชั่งหลวงเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในจังหวะที่เหมือนชีพจร ท่ามกลางความกดดันจากชาวเมืองที่เริ่มสงสัยและรอยแยกใต้ดินที่เผยแสงประหลาดออกมา