← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 103ฟรี

ตอนที่ 103 — จุดศูนย์กลางแห่งความบิดเบี้ยว

ความเงียบในมิติที่บิดเบี้ยวนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงอื้ออึงของความไม่มีอยู่จริง อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ไม่ได้กระทำต่อร่างกายของเขา—เพราะร่างกายนั้นแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป—แต่กระทำต่อ 'แก่น' ที่เคยเป็นตัวตนของเขา แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกส่งผ่านรอยแยกที่เชื่อมต่อกับโลกเบื้องบนเข้ามาเป็นจังหวะที่คาดเดาไม่ได้ มันไม่ใช่การกระแทก แต่เป็นการบีบอัด เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะขยำเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของเขาให้กลายเป็นก้อนกลมๆ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อร่างสร้างตัวตนใหม่

เขารู้สึกถึงมัน... ความรู้สึกที่เขาพยายามละทิ้งไปนานแล้ว ความเจ็บปวดที่แหลมคมเหมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงผ่านความว่างเปล่า สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ใช้เขาเป็นพิมพ์เขียว แต่มันกำลัง 'ดึง' เอาเศษเสี้ยวของความจำที่เขาเพิ่งสลายไปมาถักทอเป็นรูปร่างใหม่ ในโลกเบื้องบน แสงสว่างประหลาดที่เคยเห็นกำลังก่อตัวเป็นเงาร่างที่ดูคล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์ รูปร่างที่สั่นไหวและไร้ระเบียบ ทว่าทุกครั้งที่มันขยับ ขอบเขตของความเป็นจริงในโอ๊คเมียร์ก็ยิ่งบิดเบี้ยวไปตามนั้น

'เจ้ากำลังกลายเป็นสิ่งที่เจ้าหวาดกลัวที่สุด อัลดริก' เสียงหนึ่งดังขึ้นในมิติที่ไร้ทิศทาง มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของสิ่งลี้ลับ แต่มันคือเสียงที่ก้องกังวานมาจากก้นบึ้งของความสมดุลที่เขากำลังพยายามประคองไว้ 'เจ้าพยายามไหลตามกระแสเพื่อควบคุมมัน แต่เจ้ากลับกลายเป็นกงล้อที่หมุนวนให้กระแสนั้นรุนแรงขึ้น'

อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เพราะเขาแทบไม่มีปากที่จะเปล่งเสียง หรือไม่มีแม้แต่เจตจำนงที่จะสื่อสารแบบที่มนุษย์ทำ เขาทำเพียงแค่ 'ไหล' เขาปล่อยให้พลังงานที่บิดเบี้ยวไหลผ่านตัวเขาไปเหมือนน้ำที่ไหลผ่านรอยร้าวของหิน หากเขาต้านทาน มันจะระเบิดออก หากเขาขัดขวาง มันจะกัดกินเขา หากเขาไหลตาม... เขาก็แค่หวังว่าความพยายามที่จะเป็น 'จุดหมุน' จะช่วยชะลอการก่อตัวของสิ่งลี้ลับนั้นให้ช้าลงพอที่จะไม่ทำให้โลกเบื้องบนพังทลายลงมา

แต่การไหลตามนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ทุกครั้งที่พลังงานบิดเบี้ยวพุ่งผ่านตัวเขา ความเป็นระเบียบในโครงสร้างของมิติก็ถูกทำลายลงไปอีกระดับ หนึ่งในนั้นคือความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นของข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ กลิ่นดินหลังฝนตกในโอ๊คเมียร์ และสัมผัสของมือที่เคยจับต้องกัน—ความทรงจำเหล่านั้นถูกพลังงานบิดเบี้ยวกัดกินไปเพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง 'ความผิดปกติ' ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ทันใดนั้น แรงกดดันจากอีกด้านหนึ่งก็ถาโถมเข้ามา ไม่ใช่แรงกดดันจากสิ่งลี้ลับ และไม่ใช่แรงกดดันจากความว่างเปล่า แต่มันคือ 'เจตจำนง' ที่หนักแน่นและเย็นเยียบ เหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือ เขาไม่ได้มองว่าเขาคือผู้เสียสละ แต่เขามองว่าเขาคือ 'รอยด่าง' ในผืนผ้าใบแห่งความจริง การพยายามปรับสมดุลของอัลดริกคือการสร้างความผิดเพี้ยนที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง

แสงสว่างที่ดูเหมือนคมมีดพุ่งเข้าหาแกนกลางของเขา พยายามจะตัดขาดรอยเชื่อมต่อที่เขากำลังสร้างขึ้น อัลดริกรู้สึกได้ถึงความพยายามที่จะ 'ลบ' เขาออกไปจากสมการแห่งความเป็นจริง แรงกดดันจากราชสำนักก็ไม่น้อยไปกว่ากัน—เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่พยายามจะ 'สูบ' เอาความบิดเบี้ยวนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจ เซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงไม่ได้ต้องการหยุดยั้งหายนะ แต่ต้องการครอบครองมัน

เขากลายเป็นสนามรบระหว่างสามขั้วอำนาจ: สิ่งลี้ลับที่ต้องการ 'เกิด' ผ่านตัวเขา, ผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่ต้องการ 'ลบ' เขาออกไป, และราชสำนักที่ต้องการ 'ใช้' เขาเป็นเครื่องมือ

ท่ามกลางความโกลาหลที่ไร้จุดสิ้นสุด อัลดริกพบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่บนจุดศูนย์กลางของพายุที่ไม่มีวันสงบ เขาเห็นภาพซ้อนของโอ๊คเมียร์ที่กำลังแตกสลาย เห็นผู้คนวิ่งหนีรอยแยกบนพื้นดิน เห็นความโลภของมนุษย์ที่กำลังจะเปิดประตูให้ปีศาจ และเห็นความเที่ยงตรงที่เขารักษามาตลอดชีวิตกำลังถูกบิดเบือนจนกลายเป็นรูปร่างที่น่าเกลียดน่ากลัว

เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสุดท้ายที่เหลืออยู่... ความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากความทรงจำ แต่มาจากแก่นแท้ที่ยังหลงเหลืออยู่ มันคือความโดดเดี่ยวที่ลึกยิ่งกว่าหลุมดำ ความโดดเดี่ยวของสิ่งที่อยู่ระหว่าง 'การมีอยู่' และ 'การไม่มีอยู่' เขาไม่ได้เป็นลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์อีกต่อไป เขาไม่ใช่แม้แต่คนธรรมดา เขาเป็นเพียงจุดหมุนที่บิดเบี้ยว เป็นเครื่องมือที่ทั้งสองโลกหวาดกลัว

ในจังหวะที่แรงกดดันจากผู้พิทักษ์ดั้งเดิมกำลังจะบดขยี้ตัวตนของเขาจนแตกสลาย อัลดริกก็ได้เห็นบางอย่าง... ในรอยแยกที่ลึกที่สุดของจิตใจที่กำลังแตกสลาย เขาเห็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันคือแสงที่เกิดจากการปะทะกันระหว่าง 'ความว่างเปล่า' และ 'ความจริง' มันคือแสงที่สว่างจ้าจนทำให้เขาต้อง—ในทางจิตวิญญาณ—หลับตาลง

เขารู้แล้วว่าการไหลตามอย่างเดียวไม่เพียงพอ เขาต้องทำให้กระแสที่บิดเบี้ยวนั้นไหลวนรอบตัวเขาเป็นวงกลมที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เพื่อไม่ให้มันไหลออกไปสู่โลกเบื้องบน และไม่ให้มันไหลกลับไปหาแหล่งกำเนิดของมัน เขาต้องกลายเป็น 'พายุที่หมุนวนในตัวเอง' เพื่อกักเก็บหายนะไว้ในวงโคจรที่ไร้ที่สิ้นสุด

แต่นั่นหมายความว่าเขาจะต้องสูญเสียความเป็นเอกเทศไปโดยสมบูรณ์ เขาจะไม่ใช่ผู้ควบคุมอีกต่อไป แต่จะเป็นเพียง 'กระแส' ที่หมุนวนอยู่ในตัวเองตลอดกาล

แสงสว่างนั้นเริ่มขยายตัวขึ้น และในความมืดมิดที่โอบล้อม อัลดริกก็ได้ยินเสียงกระซิบสุดท้ายที่ไม่ได้มาจากใครอื่น แต่มาจากตัวเขาเองที่กำลังเลือนหายไป... 'เพื่อรักษาความเที่ยงตรง... ข้าต้องกลายเป็นความไม่เที่ยงตรงที่สมบูรณ์ที่สุด'

--- อัลดริกตกอยู่ท่ามกลางการปะทะกันของสามเจตจำนง: สิ่งลี้ลับที่ใช้เขาเป็นพิมพ์เขียว, ผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่ต้องการลบเลือนเขา, และราชสำนักที่ต้องการครอบครองพลังงาน เขาจึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์การสร้างวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยวเพื่อกักเก็บหายนะไว้ในตัวตน แต่ต้องแลกด้วยการสูญเสียความเป็นเอกเทศไปอย่างสมบูรณ์