← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 101ฟรี

ตอนที่ 101 — เสียงสะท้อนจากรอยร้าว

ความเย็นเยียบไม่ได้มาจากอากาศภายนอก แต่มันแผ่ซ่านออกมาจากภายในความว่างเปล่าที่อัลดริกพยายามหล่อเลี้ยงไว้ในจิตใจ อัลดริกไม่ได้รู้สึกถึงลมหายใจของตนเองอีกต่อไป เขารู้เพียงว่าเขายังดำรงอยู่—ไม่ใช่ในฐานะชายวัยกลางคนผู้แบกรับหน้าที่ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ แต่ในฐานะจุดศูนย์กลางของพายุที่เงียบงันที่สุดในจักรวาล ในดินแดนระหว่างมิติที่ซึ่งแสงสว่างและเงามืดถักทอเข้าหากันอย่างบิดเบี้ยว เขาเห็นภาพความทรงจำของตนเองลอยล่องอยู่ในความมืดเหมือนเศษแก้วที่แตกกระจาย มันไม่ใช่ภาพที่คมชัด แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่จางหายไป... ความรู้สึกถึงกลิ่นขนมปังอบใหม่จากเตาของมารา ความรู้สึกถึงน้ำหนักของถุงข้าวที่วางบนตาชั่งหลวง และความรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหลายสิบปี

ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่ในสภาวะที่ไร้รูปทรง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่กระทบกับโครงสร้างของ 'พิมพ์เขียว' ที่เขากลายเป็นอยู่ เสียงนั้นแหลมสูงและเยือกเย็น ราวกับเสียงโลหะเสียดสีกันใต้ก้นเหว สิ่งลี้ลับที่กำลังก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบนเริ่มใช้ความไม่สมบูรณ์ของเขาเป็นรากฐาน มันกำลังหยิบเอาเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่อัลดริกพยายามกักเก็บไว้ มาถักทอเป็นอวัยวะและผิวหนังที่ไม่มีอยู่จริงในโลกของมนุษย์

'เจ้ากำลังสร้างสิ่งใด อัลดริก?'

เสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันคือเสียงสะท้อนของเจตจำนงที่เขาจำได้ลางๆ ว่าคือเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) พวกเขาไม่ได้ปรากฏกายเป็นรูปธรรม แต่เป็นเพียงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ความว่างเปล่าของเขา ราวกับกำลังพยายามจะบีบอัดกรงขังที่ไร้รูปร่างนี้ให้แตกสลายไปเสีย 'เจ้าคือรอยร้าวที่ต้องได้รับการเยียวยา หรือคือประตูที่ต้องถูกทำลาย?'

อัลดริกพยายามจะตอบ แต่เขาไม่มีปาก ไม่มีลิ้น และไม่มีแม้แต่ความคิดที่เป็นภาษามนุษย์ เขามีเพียงสัญชาตญาณแห่งความเที่ยงตรงที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด—สัญชาตญาณที่บอกว่าทุกสิ่งต้องมีสมดุล หากเขาถูกทำลาย สิ่งลี้ลับจะทะลักออกไปสู่โลกเบื้องบนอย่างไร้การควบคุม หากเขาถูกทิ้งไว้ เขาจะกลายเป็นพระเจ้าหรืออสูรที่โลกต้องหวาดกลัว

ทันใดนั้น ความรู้สึกถึงการถูก 'ดึง' ก็เกิดขึ้น มันคือความโลภที่แปลกปลอมและรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับเสียอีก มันเป็นแรงดึงดูดจากโลกเบื้องบน... จากราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ เซอร์กัลเลนและเหล่านักเวทย์หลวงกำลังพยายามส่งกระแสแห่งอำนาจลงมาผ่านรอยแยก เพื่อหวังจะ 'สูบ' พลังงานที่กำลังก่อตัวขึ้นในตัวอัลดริกมาเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยชีวิตเขา แต่มาเพื่อตักตวงผลประโยชน์จากหายนะที่เขากำลังแบกรับ

แรงกระแทกจากการแทรกแซงของราชสำนักทำให้พิมพ์เขียวในตัวอัลดริกเกิดอาการสั่นคลอน สิ่งลี้ลับที่กำลังก่อตัวเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปตามแรงดึงดูดนั้น มันเริ่มเลียนแบบโครงสร้างของอำนาจและความทะเยอทะยานของมนุษย์ แทนที่จะเป็นเพียงเงามืดที่ไร้จุดหมาย อัลดริกสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส—ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการที่ 'ความหมาย' ของตนเองถูกบิดเบือน เขาคือลอร์ดผู้ซื่อตรง แต่ตอนนี้เขากำลังกลายเป็นแม่พิมพ์ของความวิปริตที่รวมเอาทั้งความว่างเปล่าของมิติและผลประโยชน์ของมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน

'หยุด...' เขาพยายามส่งกระแสจิตออกไป แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวไปมา ราวกับภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกก้อนหินขว้างใส่ ในวินาทีนั้นเอง อัลดริกได้เห็นภาพของโอ๊คเมียร์จากมุมมองที่เหนือกว่าโลก... เขาเห็นเมืองเล็กๆ ที่ดูเปราะบางเหลือเกิน เห็นไร่นาที่กำลังรอคอยฝน และเห็นตาชั่งหลวงที่กำลังตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว เขาตระหนักว่าความเที่ยงตรงที่เขาเคยรักษามาตลอดชีวิต บัดนี้มันไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักของข้าวอีกต่อไป แต่มันคือการรักษา 'ความจริง' ไม่ให้ถูกกลืนกินโดยความบิดเบี้ยวที่เขากำลังกลายเป็น

ความมืดมิดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามที่น่าขนลุก แสงสว่างที่เล็ดลอดมาจากรอยแยกเริ่มมีความเข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ อัลดริกสัมผัสได้ถึงความพยายามของสิ่งลี้ลับที่กำลังจะ 'ลืมตา' ขึ้นผ่านตัวเขา รูปร่างของมันเริ่มชัดเจนขึ้น—มันไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่มันคือสิ่งที่ดูคล้ายกับเงาของมนุษย์ที่ขยายใหญ่จนครอบคลุมขอบฟ้า เป็นเงาที่มีดวงตาเป็นหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง และกำลังจ้องมองลงมาที่โลกเบื้องบนด้วยความหิวกระหาย

'เจ้าคือสมดุลที่ผิดเพี้ยน...' เสียงของผู้พิทักษ์ดั้งเดิมย้ำเตือนอีกครั้ง คราวนี้มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น 'เจ้ากำลังกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทำลายกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล!'

แรงกดดันจากทั้งสองทาง—ความหิวกระหายจากสิ่งลี้ลับ และเจตจำนงที่จะทำลายจากผู้พิทักษ์—บีบคั้นอัลดริกจนถึงขีดสุด เขาต้องตัดสินใจในความเงียบงันที่ดังที่สุด เขาไม่สามารถเลือกที่จะเป็นกรงขังที่แข็งแกร่งขึ้นได้อีกต่อไป เพราะยิ่งเขาแข็งแกร่ง เขายิ่งกลายเป็นแม่พิมพ์ที่ชัดเจนขึ้น เขาไม่สามารถเลือกที่จะเป็นสะพานได้ เพราะยิ่งเขาเชื่อมโยง เขายิ่งเปิดทางให้หายนะ

ท่ามกลางความโกลาหลในมิติที่บิดเบี้ยว อัลดริกได้ค้นพบความจริงที่น่าเศร้าที่สุด... ความเที่ยงตรงที่แท้จริง ไม่ใช่การรักษาทุกอย่างให้หยุดนิ่ง แต่มันคือการยอมรับความไม่สมบูรณ์และปล่อยให้มันเคลื่อนที่ไปตามวิถีที่ควรจะเป็น เขาเริ่มปล่อยให้ตัวตนที่ไร้รูปร่างของเขา 'ไหล' ไปตามกระแสของพลังงานที่บิดเบี้ยว แทนที่จะต้านทานมัน เขาเริ่มยอมรับความเจ็บปวดและการถูกกัดกิน เพื่อที่จะเปลี่ยนทิศทางของมัน

ในโลกเบื้องบน ณ เมืองโอ๊คเมียร์ ชาวเมืองเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ท้องฟ้าเหนือเมืองไม่ได้เป็นสีฟ้าใสอีกต่อไป แต่มันมีริ้วรอยของสีม่วงจางๆ ที่ดูเหมือนกลุ่มควันที่ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ และในยามค่ำคืน พวกเขาจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ไม่ได้มาจากใต้ดิน แต่มาจากอากาศรอบตัว ราวกับโลกกำลังหายใจอย่างติดขัด

เซอร์กัลเลนยืนอยู่บนเนินเขา มองดูความผิดปกติเหนือโอ๊คเมียร์ด้วยสายตาที่เป็นประกายด้วยความโลภและหวาดกลัว 'มันกำลังมา...' เขาพึมพำ 'สิ่งที่อยู่ข้างในนั้น... มันกำลังจะกลายเป็นความจริง'

และในความมืดมิดที่ลึกที่สุดของจิตใจอัลดริก เศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นมนุษย์ที่เขาเคยมี—ความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าของใครบางคนที่เขาเคยรัก—ก็เริ่มเลือนหายไป แทนที่ด้วยโครงสร้างทางเรขาคณิตที่ซับซ้อนและเย็นชาของสิ่งลี้ลับที่กำลังสมบูรณ์ขึ้นทุกขณะ

สงครามที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนสนามรบ แต่เกิดขึ้นในช่องว่างระหว่างความเป็นและความตาย และอัลดริกคือสนามรบแห่งนั้น

--- อัลดริกเผชิญกับการบีบคั้นจากทั้งสิ่งลี้ลับที่ใช้เขาเป็นแม่พิมพ์ และเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่ต้องการทำลายเขา เขาต้องพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาความสมดุลจากการต้านทานเป็นการไหลตามกระแสพลังงานที่บิดเบี้ยว ท่ามกลางความผิดปกติที่เริ่มปรากฏให้เห็นในโลกเบื้องบน