← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 73ฟรี

ตอนที่ 73 — เศษซากแห่งความจริงและเสียงเพรียกของอักขระ

ความเงียบในหอจดหมายเหตุที่ถูกลืมนั้นไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบที่กรีดร้องด้วยเสียงของมิติที่กำลังแตกสลาย บรอนเวนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากพื้นดินซึ่งไม่ได้ประกอบด้วยหินหรือทราย แต่เป็นชั้นของหน้ากระดาษที่เน่าเปื่อยและเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกทิ้งขว้าง อากาศรอบตัวเธอหนาหนักไปด้วยกลิ่นของหมึกเก่าที่แห้งกรังและกลิ่นไหม้ของแสงวิเศษที่กำลังถูกรีดเค้นจนหยดสุดท้าย

“มันกำลังจะจบลงแล้ว บรอนเวน” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นท่ามกลางเสียงครืนครั่นของมิติที่พังทลาย เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนกเหมือนเธอ แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่หยั่งรากลึก “การเขียนทับไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้ากระดาษ แต่มันคือการทำลายโครงสร้างของทุกสิ่งที่เคยดำรงอยู่ หากเราไม่หยุดปากกานั่น มิติแห่งนี้จะกลายเป็นเพียงช่องว่างที่ไม่มีแม้แต่รอยจารึกให้จดจำ”

บรอนเวนหอบหายใจ ร่างกายของเธอร้อนผ่าวราวกับมีลาวาสีเลือดไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด อักขระต้นแบบที่ฝังอยู่ในกายเธอกำลังตอบสนองต่อความบิดเบี้ยวของโลก มันเต้นตุบตามจังหวะหัวใจ ราวกับจะเตือนว่าความจริงที่เธอพยายามรักษาไว้นั้นกำลังถูกกัดกินโดยสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้นำกลุ่มคนชุดขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอไม่ได้ดูเหมือนปีศาจ แต่กลับดูเหมือนเทพเจ้าผู้ทรงธรรมที่กำลังจะชำระล้างโลกที่แปดเปื้อนด้วยความถูกต้องที่สมบูรณ์แบบ

“ทำไมต้องทำลาย?” บรอนเวนเค้นเสียงถาม ลำคอของเธอแห้งผากเหมือนถูกถมด้วยฝุ่นกระดาษ “ความผิดพลาด ความเจ็บปวด และรอยตำหนิ... สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา ทำไมพวกคุณถึงต้องการเพียงความสมบูรณ์แบบที่ไร้ชีวิตแบบนี้!”

ผู้นำชุดขาวไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขยับปากกาแห่งแสงวิเศษในมือ แสงที่เปล่งออกมาจากปลายปากกานั้นไม่ได้นุ่มนวล แต่มันแหลมคมและเย็นเยียบ มันสูบเอาความสว่างจากรอบข้างเข้าไปเพื่อหล่อเลี้ยงความเข้มข้นของหมึกที่จะใช้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “ความจริงที่เจ้าพยายามปกป้อง คือความจริงที่เต็มไปด้วยรอยร้าวและคำลวง บรอนเวน... เราไม่ได้ทำลาย แต่เรากำลังทำให้มันบริสุทธิ์”

ทันใดนั้น พื้นมิติที่เคยสั่นคลอนก็ปริแตกออกเป็นวงกว้าง รอยแยกสีดำสนิทพุ่งผ่านอากาศเหมือนคมมีดที่กรีดผ่านผืนผ้า บรอนเวนต้องรีบคว้าแขนชายชุดเทาไว้เพื่อไม่ให้ถูกดูดเข้าไปในความว่างเปล่า เธอเห็นเศษซากของหนังสือ พงศาวดารที่เคยยิ่งใหญ่ และภาพจำลองของเมืองเอลเดอร์เมียร์ลอยคว้างอยู่ในอากาศก่อนจะถูกความมืดกลืนกินไปทีละน้อย

“ใช้มัน!” ชายชุดเทาตะโกนสั่งพลางผลักเธอไปข้างหน้า “อย่าเพียงแค่ต่อต้าน แต่จงจารึก! หากพวกเขาต้องการเขียนทับ เจ้าต้องเป็นผู้ที่จารึกรากฐานที่พวกเขาไม่อาจลบเลือนได้!”

บรอนเวนกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นสู่หัวใจ เธอหลับตาลงและพยายามดึงเอาความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดออกมา ไม่ใช่ความทรงจำที่สวยงาม แต่เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด—ความทรงจำถึงวันที่เธอถูกไล่ออกจากสำนักอาลักษณ์ ความรู้สึกของการถูกปฏิเสธ และความจริงที่ว่าโลกนี้ไม่เคยยุติธรรมสำหรับใคร ความเจ็บปวดเหล่านั้นคืออักขระที่แท้จริง มันคือหมึกที่ไม่มีวันจางหาย

เธอเริ่มขยับมือในอากาศ แม้จะไม่มีปากกาในมือ แต่พลังจากอักขระต้นแบบในสายเลือดกลับตอบสนอง เส้นสายสีเลือดสว่างวาบขึ้นตามรอยขีดเขียนของเธอในความว่างเปล่า มันไม่ใช่การเขียนเพื่อสร้างโลกใหม่ แต่เป็นการเขียนเพื่อ ‘ตรึง’ ความจริงเดิมไว้ไม่ให้หลุดลอยไป ทุกครั้งที่เธอจารึก อักขระสีแดงฉานจะพุ่งเข้าปะทะกับแสงสีขาวของผู้นำชุดขาว เกิดเป็นระเบิดของแสงและเงาที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นของมิติ

“เจ้าจะไม่มีวันหยุดยั้งกระบวนการนี้ได้!” ผู้นำชุดขาวประกาศก้อง เสียงของเขาดังกัมปนาทราวกับฟ้าผ่า “ความจริงของเจ้าคือขยะที่ต้องถูกกวาดทิ้ง!”

เขาตวัดปากกาลงบนพื้นมิติ สร้างคลื่นพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ที่พุ่งเข้าหาบรอนเวนด้วยความเร็วสูง บรอนเวนเห็นความตายที่ไร้ตัวตนอยู่ตรงหน้า เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับพลังที่กำลังกัดกินเธอ เธอปล่อยให้อักขระสีเลือดไหลออกมาจากปลายนิ้วและร่างกาย เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นโล่แห่งพงศาวดารสีเลือด

แรงปะทะทำให้โลกทั้งใบดับวูบไปชั่วขณะ บรอนเวนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ และถูกประกอบขึ้นใหม่ด้วยเส้นด้ายที่ทำจากหมึก เธอเห็นเงาของตัวเองกำลังเต้นระบำอยู่ในความมืด และเห็นชายชุดเทาที่กำลังจางหายไปในม่านหมึก เขาไม่ได้หายไปเพราะตาย แต่เขาหายไปเพราะเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความจริงที่เธอกำลังพยายามรักษาไว้

เมื่อสติเริ่มกลับมา บรอนเวนพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นดินที่เย็นเยียบและแข็งกระด้าง กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนๆ ของต้นฤดูใบไม้ผลิลอยมาแตะจมูก เธอพยายามยันกายขึ้นด้วยแขนที่สั่นเทา แต่มันกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเธอก้มลงมองมือของตนเอง เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ผิวหนังที่เคยนุ่มนวลของเธอ บัดนี้มีรอยจารึกสีแดงจางๆ แทรกซึมอยู่ใต้ผิวหนัง ราวกับอักขระเหล่านั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ในร่างกายเธอไปเสียแล้ว และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเธอขยับนิ้ว รอยจารึกเหล่านั้นก็ขยับตาม ราวกับเธอไม่ใช่เพียงมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น ‘หนังสือที่มีชีวิต’

“เราทำสำเร็จ... หรือเราแค่ทำให้มันแย่ลง?” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอฟังดูแปลกไป มันมีความกังวานที่เหมือนกับเสียงพลิกหน้ากระดาษซ้อนทับอยู่

เธอมองไปรอบๆ สถานที่ที่เธออยู่นั้นไม่ใช่หอจดหมายเหตุที่พังทลาย และไม่ใช่หอสมุดแก้วที่ล่มสลาย แต่มันคือทุ่งกว้างที่ดูเหมือนจะเป็นชายขอบของโลกที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นใหม่ ทุกอย่างดูสงบเงียบจนน่าประหลาด ทว่าในความสงบนั้น บรอนเวนกลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาบนโลกใบนี้

เธอสังเกตเห็นบางอย่างที่ขอบสายตา มันคือเศษซากของสิ่งที่เคยเป็นปากกาแห่งแสงวิเศษที่หักครึ่ง ทอดทิ้งอยู่บนพื้นหญ้า และที่สำคัญที่สุด เธอเห็นเงาของกลุ่มคนชุดขาวที่กำลังเดินตรงมาทางเธอจากระยะไกล พวกเขาไม่ได้ดูรีบร้อน แต่ดูเหมือนผู้ที่กำลังเดินตรวจตราสวนที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จสิ้น

บรอนเวนตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า การต่อสู้ไม่ได้จบลงที่การหยุดยั้งการเขียนทับ แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในฐานะ ‘สิ่งแปลกปลอม’ ในโลกที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาใหม่ เธอไม่ได้เป็นเพียงบรรณารักษ์ที่พยายามรักษาความจริงอีกต่อไป แต่เธอคือรอยหมึกที่เปื้อนอยู่บนหน้ากระดาษที่ขาวสะอาด และในโลกที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ... รอยเปื้อนเช่นเธอคือสิ่งที่ต้องถูกลบออกไปให้สิ้นซาก

--- บรอนเวนใช้พลังอักขระสีเลือดเข้าปะทะกับผู้นำกลุ่มชุดขาวท่ามกลางมิติที่พังทลาย จนกระทั่งเธอตื่นขึ้นมาในโลกใหม่ที่ดูสงบสุขแต่แฝงความอันตราย โดยพบว่าร่างกายของเธอได้หลอมรวมกับอักขระไปเสียแล้ว