← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 29ฟรี

ตอนที่ 29 — การปรับจูนแสงในเรือนกระจกแก้ว

“ถอยออกไปอีกสามก้าว! บรอนเวน! ถ้าผลึกแก้วมันระเบิดขึ้นมา ฉันไม่อยากให้เธอต้องกลายเป็นเถ้าถ่านประดับสวนดอกไม้ของฉันนะ!” เซเลสเทนตะโกนก้อง เสียงของเธอสั่นพร่าขณะที่พยายามประคองมือที่สั่นเทาให้คงระดับอยู่เหนือแท่นวางผลึกกลางเรือนกระจก

“ฉันถอยมาตั้งแต่สามนาทีที่แล้ว เซเลสเทน ถ้าเธอจะบ่นเรื่องระยะห่าง ฉันแนะนำให้เธอหันไปบ่นกับไอ้ก้อนแสงที่กำลังจะระเบิดนั่นแทน” บรอนเวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามือของเธอกลับกระชับด้ามมีดสั้นที่ข้างเอวแน่นขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังใจกลางเรือนกระจกที่ซึ่งแสงสีขาวนวลกำลังหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม

“มันไม่ใช่แค่พายุ แต่มันคือความไม่เสถียรของคลื่นความถี่! ผลึกแก้วมันกำลังตอบสนองต่อแรงกดดันภายนอกเมืองมากเกินไป!” เซเลสเทนรัวคำพูดเร็วเสียจนแทบจะเป็นการพ่นคำศัพท์เทคนิคออกมา เธอเหงื่อไหลซึมตามไรผม มือข้างหนึ่งยันแท่นหินไว้ ส่วนอีกข้างพยายามร่ายเวทควบคุมการไหลเวียนของแสง “ถ้าค่าดัชนีหักเหไม่เข้าที่... ทุกอย่างในเรือนกระจกนี้จะกลายเป็นเศษแก้ว!”

เสียงครืนครางดังมาจากใต้ดิน ไม่ใช่เสียงแผ่นดินไหว แต่เป็นเสียงของพลังงานที่กำลังขัดแย้งกัน แสงที่เคยเป็นสีเหลืองนวลตาในยามปกติ บัดนี้กลับกลายเป็นสีขาวโพลนจนแสบตา มันกระแทกเข้ากับผนังกระจกหนาของเรือนกระจกจนเกิดเสียงดัง ปัง! เหมือนมีใครเอาค้อนยักษ์มาทุบ

“เอเลียสบอกว่าพวกราชสำนักกำลังจะบุกมาที่นี่เพื่อตรวจเช็ค 'ความถูกต้อง' ของบันทึกแสง” บรอนเวนกล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ถ้าเธอคุมมันไม่ได้ภายในห้านาที เราจะไม่มีเวลาแม้แต่จะอธิบายว่านี่คืออุบัติเหตุทางเทคนิค”

“ห้านาทีเหรอ? ฉันต้องการห้าวินาทีที่สมาธิไม่หลุดด้วยซ้ำ!” เซเลสเทนกัดฟันกรอด เธอหลับตาลงครึ่งหนึ่งเพื่อใช้สัมผัสทางเวทมนตร์แทนการมองเห็น เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังงานที่พยายามจะแทรกซึมผ่านผิวหนังของเธอ แสงเหล่านั้นเหมือนกระแสไฟฟ้าที่พยายามจะไหลผ่านร่างกายเพื่อไปหาจุดศูนย์กลาง

เซเลสเทนเริ่มขยับมือเป็นวงกลมช้าๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เธอพยายามดึงเอาพลังงานที่กระจัดกระจายจากขอบเรือนกระจกให้ไหลมารวมกันที่ผลึกแก้วกลางห้อง “หมุนตามเข็ม... ดึงเข้าหาศูนย์กลาง... อย่าต้าน... แค่ไหลไปตามมัน...” เธอพึมพำกับตัวเอง

ทันใดนั้น แสงที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง มันเริ่มก่อตัวเป็นสายธารที่นุ่มนวลขึ้น เซเลสเทนรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่กระชากวิญญาณของเธอไปทางผลึก ความร้อนแรงของแสงที่เคยเผาไหม้เริ่มเปลี่ยนเป็นความอุ่นที่หนักอึ้ง เธอต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีในการบีบอัดกระแสแสงนั้นให้เข้าสู่แกนของผลึกแก้ว

“อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียว!” เซเลสเทนเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก แสงสว่างวาบเกิดขึ้นหนึ่งครั้งจนบรอนเวนต้องยกแขนขึ้นบังตา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงัดลงทันที

ความเงียบเข้าปกคลุมเรือนกระจก มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของเซเลสเทนที่ดังสะท้อนไปมา เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหินเย็นเฉียบ แขนทั้งสองข้างสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกอ่อนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับถูกสูบเลือดออกจากตัวไปจนหมด

“ทำได้แล้วสินะ?” บรอนเวนเดินเข้ามาใกล้ เธอไม่ได้ดูตกใจ แต่ดูเหมือนกำลังประเมินความเสียหายมากกว่า

“ฉัน... ฉันคิดว่าอย่างนั้น” เซเลสเทนตอบพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก เธอมองไปที่ผลึกแก้วกลางห้อง มันยังคงเปล่งแสงอยู่ แต่มันไม่ใช่แสงที่สั่นไหวหรือดูอันตรายเหมือนเมื่อครู่ “ดูนั่นสิ บรอนเวน...”

เซเลสเทนพยุงตัวขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เธอมองไปที่ผนังกระจกและพื้นผิวของเรือนกระจก แสงที่สะท้อนออกมาจากผลึกแก้วไม่ได้ดูเหมือนภาพนิมิตที่พร่ามัวหรือคำทำนายที่เข้าใจยากอีกต่อไป แต่มันคือแสงที่นิ่ง สงบ และสว่างไสวอย่างสม่ำเสมอ แสงนั้นสะท้อนผ่านกระจกทุกบาน สร้างบรรยากาศที่ชัดเจนและคมชัดจนเห็นทุกรายละเอียดของใบไม้และหยดน้ำ

“มันเปลี่ยนไป” บรอนเวนเดินไปที่หน้าต่างกระจก “ปกติเวลาแสงสะท้อนในนี้ มันจะสร้างภาพลวงตาหรือข้อความแปลกๆ ที่พวกอาลักษณ์ชอบเอาไปตีความว่าเป็นคำพยากรณ์... แต่ตอนนี้มันไม่มีอะไรแบบนั้นเลย”

เซเลสเทนพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความทึ่ง “ใช่ มันไม่ได้พยายามจะบอกอนาคตที่มองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังสะท้อน 'ความจริง' ที่อยู่ตรงหน้าเรา แสงมันเสถียรจนถึงขั้นที่ว่าเราสามารถใช้มันบันทึกข้อมูลได้แม่นยำกว่าเดิมร้อยเท่าโดยไม่ต้องกลัวความคลาดเคลื่อนทางเวทมนตร์”

เธอมองไปที่บันทึกเก่าแก่ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ซึ่งเคยบันทึกถึง 'คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก' บรอนเวนหยิบมันขึ้นมาดู แสงจากผลึกแก้วส่องกระทบหน้ากระดาษ แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดภาพนิมิตของสตรีผู้ลึกลับเหมือนที่เคยเป็น แต่มันกลับทำให้ตัวอักษรที่ซีดจางชัดเจนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

“คำทำนายพวกนั้น... มันอาจจะเป็นแค่ความพยายามของคนโบราณที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เราเพิ่งทำสำเร็จก็ได้” เซเลสเทนพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนจากความกังวลเป็นความหวัง “เรือนกระจกนี้จะไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างภาพหลอนทางการเมืองของราชสำนักอีกต่อไป แต่มันจะเป็นที่ที่ความจริงจะถูกรักษาไว้”

บรอนเวนปิดสมุดลง เสียงกระทบของปกหนังดังชัดในความเงียบ “ถ้าเอเลียสรู้ว่าเธอเปลี่ยนเรือนกระจกจากเครื่องทำนายดวงชะตาให้กลายเป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ที่แม่นยำ เขาคงจะถอนหายใจจนปอดแฟบแน่”

เซเลสเทนหัวเราะเบาๆ แม้จะยังเหนื่อยล้า “ปล่อยเขาถอนหายใจไปเถอะ เพราะตอนนี้เรามีสิ่งที่สำคัญกว่าความถูกต้องของคำพยากรณ์แล้ว... เรามีแสงที่ไม่มีวันดับ”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังมาจากทางเดินด้านนอกเรือนกระจก แสงไฟจากคบเพลิงวูบวาบผ่านช่องว่างใต้ประตูเข้ามา บรอนเวนชักมีดออกมาทันที

“ดูเหมือนพวกราชสำนักจะมาตามนัดเร็วกว่าที่คิด” บรอนเวนกระซิบ

เซเลสเทนไม่ได้ตระหนก เธอเพียงแต่มองไปที่ผลึกแก้วที่ยังคงสว่างนิ่งสงบ “ให้พวกเขามาเถอะ บรอนเวน ครั้งนี้เรามีแสงที่พร้อมจะพิสูจน์ความจริงอยู่กับตัวแล้ว”

--- เซเลสเทนใช้ความพยายามอย่างหนักในการควบคุมพลังงานที่แปรปรวนในเรือนกระจกแก้วจนสำเร็จ ทำให้แสงในเรือนกระจกเปลี่ยนจากนิมิตคำทำนายที่คลุมเครือกลายเป็นแสงที่สว่างเสถียรและสะท้อนความจริงได้อย่างแม่นยำ