ตอนที่ 135 — การค้นพบแผนที่ในตำราต้องห้ามของมาสเตอร์เอเดรียน
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของหน่วยตรวจตราจากราชสำนักยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอเลียส แม้ว่าพวกเขาจะหลบออกมาจากห้องปฏิบัติการที่พังยับเยินของเซเลสเทนได้แล้วก็ตาม เขากระชับปกเสื้อคลุมอาลักษณ์ให้แน่นขึ้น พยายามคุมจังหวะการหายใจขณะเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบ ๆ ของเอลเดอร์เมียร์ที่เริ่มมืดสลัว
“ถ้าพวกนั้นตามรอยแสงสะท้อนของกาลเวลามาทัน เราคงได้ไปนั่งคัดสำเนาคุกใต้ดินแทนการคัดตำราแน่” บรอนเวนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงความประชดประชันขณะที่เธอใช้มือปัดฝุ่นออกจากสมุดบันทึกเล่มเล็ก
“หยุดพูดเรื่องคุกเสียที บรอนเวน” เอเลียสถอนหายใจยาว เขาขยับแว่นสายตาที่เกือบจะหลุดจากสันจมูก “ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เซเลสเทนค้นพบไม่ใช่การจารกรรมข้อมูล แต่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ”
“ความก้าวหน้าหรือความหายนะกันแน่?” เซเลสเทนแทรกขึ้นมา เธอเดินกึ่งวิ่งพลางเช็กค่าความเข้มของผลึกแก้วในกระเป๋าข้างเอว “ความถี่ของแสงมันเพี้ยนไปหมดแล้วเอเลียส ถ้าเราไม่หาที่กบดานเพื่อปรับจูนผลึกใหม่ เราจะเสียข้อมูลการเชื่อมโยงทั้งหมดไป!”
ทั้งสามคนหลบเข้ามาในเขตห้องสมุดเก่าที่ถูกปิดตายเพื่อการบูรณะ เอเลียสใช้กุญแจอาลักษณ์ไขประตูไม้โอ๊กหนาหนักเข้าไป ภายในห้องนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นผงที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เขาไม่ได้ต้องการพักผ่อน แต่เขารู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขาสัญญาไว้กับตนเองว่าจะต้องจัดการให้สำเร็จก่อนที่ราชสำนักจะเข้ามาควบคุมทุกอย่าง
“เรามาที่นี่เพื่อสำรวจเขตแดนที่ยังไม่มีในแผนที่ของสำนักอาลักษณ์ ไม่ใช่เพื่อมานั่งกังวลเรื่องหน่วยตรวจตรา” เอเลียสกล่าวพลางกางแผนที่เมืองเอลเดอร์เมียร์ฉบับปัจจุบันลงบนโต๊ะไม้ขัดมัน “ดินแดนรอบนอกที่ถูกเรียกว่า 'เขตปริศนา' พวกมันไม่เคยมีบันทึกที่จับต้องได้ เราไม่มีต้นฉบับที่ยืนยันพิกัดที่แน่นอน”
บรอนเวนเดินไปที่ชั้นวางหนังสือที่สูงจรดเพดาน เธอใช้นิ้วเรียวยาวลูบไปตามสันหนังสืออย่างเชี่ยวชาญ “ดินแดนที่ไม่มีใครกล้าไป หรือดินแดนที่ไม่มีใครหาเจอ? ข้อมูลในเอลเดอร์เมียร์มักจะถูกบิดเบือนโดยพวกราชสำนักเสมอ โดยเฉพาะเรื่องพยากรณ์พวกนั้น”
“อย่าเพิ่งเริ่มประเด็นการเมือง” เอเลียสปราม “เราต้องการพิกัดที่เป็นรูปธรรม เราต้องการนักสำรวจที่กล้าพอจะเดินทางผ่านหมอกแสงที่ยังไม่ได้รับการคัดลอก”
เซเลสเทนหยิบผลึกแก้วขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า เธอหมุนมันไปมาในมือ “ฉันลองใช้แสงสะท้อนวิเคราะห์เศษซากจากห้องแล็บที่โดนทำลาย ดูเหมือนว่ามันจะชี้ไปที่ทิศเหนือ... ทิศที่ตำราโบราณบอกว่าเป็นเขตต้องห้าม แต่มันมีความสอดคล้องกับความถี่ของแสงที่ฉันเพิ่งเจอ”
เอเลียสขมวดคิ้ว เขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ “ถ้ามันเป็นไปได้จริง แสดงว่าแผนที่ที่เรามีอยู่ตอนนี้... คือสิ่งที่ถูกจงใจทำให้ขาดหายไป”
เขาเดินตรงไปยังตู้หนังสือส่วนตัวของมาสเตอร์เอเดรียน อาลักษณ์อาวุโสผู้ล่วงลับซึ่งเป็นผู้ดูแลคลังต้นฉบับที่สำคัญที่สุด เอเลียสรู้ดีว่าเอเดรียนไม่ได้เป็นเพียงแค่อาลักษณ์ แต่เป็นนักรวบรวมความจริงที่เคร่งครัดยิ่งกว่าใคร เขาเริ่มค้นหาหนังสือที่ดูธรรมดาที่สุดในหมวดประวัติศาสตร์กาลเวลา
“ทำไมต้องเป็นเอเดรียน?” บรอนเวนถามขณะที่เธอกำลังช่วยเซเลสเทนจัดระเบียบอุปกรณ์ “เขาเป็นพวกอนุรักษนิยมสุดโต่ง เขาไม่น่าจะซ่อนอะไรที่ขัดกับระเบียบของสำนัก”
“คนที่เป็นอนุรักษนิยมที่สุด คือคนที่รู้ดีที่สุดว่าความถูกต้องถูกทำลายไปที่ตรงไหน” เอเลียสตอบสั้น ๆ เขาหยุดที่หนังสือปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูไม่มีความโดดเด่นใด ๆ มันคือบันทึกการเคลื่อนที่ของแสงในยุคก่อนการก่อตั้งเอลเดอร์เมียร์
เอเลียสเปิดหนังสือออกอย่างระมัดระวัง หน้ากระดาษมีความหนากว่าปกติ เขาใช้นิ้วลูบไปตามขอบกระดาษและพบความผิดปกติบางอย่าง มันไม่ใช่ความหนาของกระดาษ แต่มันคือความหนาของ 'ชั้นเลเยอร์' ที่ซ้อนทับกัน
“เซเลสเทน ขอแสงจากผลึกแก้วหน่อย” เขาเรียก
เซเลสเทนรีบเดินเข้ามา เธอเปิดใช้งานผลึกแก้วที่ปรับจูนมาอย่างดี แสงสีฟ้าอ่อนสว่างวาบขึ้นมากลางห้อง เอเลียสขยับหนังสือเข้าหาแสงนั้น เขาเริ่มสังเกตเห็นรอยสลักที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันคือรหัสอาลักษณ์แสงที่ถูกเขียนด้วยหมึกเรืองแสงชนิดพิเศษ
“นี่มัน... ไม่ใช่แค่บันทึก” เซเลสเทนอุทาน เสียงของเธอเร็วขึ้นด้วยความตื่นเต้น “มันคือการซ้อนทับของข้อมูล! เอเลียส ดูสิ! เมื่อแสงกระทบมุมนี้ แสงจะไม่ได้แค่สะท้อน แต่มันจะทะลุผ่านชั้นกระดาษ!”
เอเลียสเอียงหนังสือในองศาที่ถูกต้อง แสงจากผลึกแก้วพุ่งผ่านหน้ากระดาษที่ดูเหมือนจะทึบแสง แต่ทันใดนั้น รอยหมึกที่ซ่อนอยู่ก็เริ่มปรากฏขึ้น มันไม่ใช่ตัวอักษร แต่มันคือเส้นสายที่สลับซับซ้อน เส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านหุบเขาและทะเลหมอกที่ไม่มีในแผนที่ใดของเอลเดอร์เมียร์
“แผนที่...” บรอนเวนพึมพำ เธอขยับเข้ามาใกล้จนเห็นรายละเอียด “มันคือแผนที่ของดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ มาสเตอร์เอเดรียนไม่ได้เขียนบันทึกประวัติศาสตร์... เขาเขียนเส้นทางสำรวจ”
เอเลียสมองดูเส้นทางเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ในบันทึกเก่าแก่ที่เขาเคยอ่านผ่านตา มีการกล่าวถึง 'คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก' ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นเพียงนิทานปลอบใจ แต่เมื่อเห็นแผนที่นี้ เส้นทางเหล่านั้นดูเหมือนจะมุ่งตรงไปยังจุดที่พลังงานแสงมีความเข้มข้นสูงสุด—จุดที่ความสมดุลอาจจะเกิดขึ้นได้จริง
“ดูตรงนี้สิ” เซเลสเทนชี้ไปที่จุดหนึ่งในแผนที่ “พิกัดนี้... มันเชื่อมโยงกับความถี่แสงที่ห้องปฏิบัติการของฉันตรวจพบก่อนจะโดนทำลาย! มันไม่ใช่แค่ดินแดนใหม่ แต่มันคือแหล่งกำเนิดของแสงที่แท้จริง!”
เอเลียสจ้องมองเส้นทางที่ปรากฏขึ้นใต้แสงผลึกแก้ว ความตึงเครียดในใจของเขาเปลี่ยนจากความวิตกเป็นความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า แผนที่นี้คือหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่ราชสำนักพยายามควบคุมมาตลอด
“เราต้องไปที่นี่” เอเลียสกล่าว น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและมั่นคงกว่าครั้งไหน ๆ “ถ้าแผนที่นี้เป็นของจริง แสดงว่าดินแดนที่ถูกปิดตายเหล่านั้นไม่ใช่ปริศนาที่น่ากลัว แต่มันคือคำตอบที่เราตามหามาตลอด”
“แต่หน่วยตรวจตราจะตามเราทัน” บรอนเวนเตือน พลางมองไปที่ประตูห้องสมุด
“ปล่อยให้พวกเขาตามมา” เอเลียสปิดหนังสือลงอย่างแผ่วเบา แต่ดวงตาของเขายังคงจดจำทุกเส้นสายในใจ “ครั้งนี้เราไม่ได้แค่คัดลอกอดีต แต่เรากำลังจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเอลเดอร์เมียร์ด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของรองเท้าบูทหนังก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงที่ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา เอเลียสคว้าแผนที่ฉบับย่อที่เขาเพิ่งคัดลอกด้วยความเร็วสูงใส่กระเป๋าเสื้อคลุม
“ไปทางหน้าต่าง!” เขาออกคำสั่ง
ขณะที่พวกเขากำลังจะปีนออกทางหน้าต่างไม้บานเล็ก เอเลียสก็เหลือบไปเห็นเงาของชายในชุดเครื่องแบบราชสำนักที่ยืนอยู่ตรงหัวมุมทางเดิน แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนกับตราสัญลักษณ์บนหน้าอกของชายคนนั้น—มันคือตราของหน่วยล่าอาลักษณ์
เสียงประตูห้องสมุดถูกกระแทกอย่างแรงดัง ปัง! พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการที่ดังสนั่นไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ
--- เอเลียส บรอนเวน และเซเลสเทน หลบหนีจากหน่วยตรวจตรามายังห้องสมุดเก่า และค้นพบแผนที่ลับที่มาสเตอร์เอเดรียนซ่อนไว้ในตำรา ซึ่งเผยเส้นทางสู่ดินแดนใหม่ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงอันทรงพลัง