← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 100ฟรี

ตอนที่ 100 — รอยหมึกที่ขัดขืนคำทำนาย

“เธอจะทำแบบนั้นจริงๆ หรือ บรอนเวน?” เอเลียสถามพลางขยับแว่นสายตาที่เลื่อนหล่นลงมาตามสันจมูก เขาจ้องมองหนังสือปกหนังสีดำสนิทที่วางอยู่บนแท่นหิน “การแก้ไขต้นฉบับโดยไม่ผ่านสำนักอาลักษณ์ ถือเป็นอาชญากรรมทางเวทมนตร์ขั้นสูงสุด ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเรากำลังเล่นบทเป็นพระเจ้า พวกเขาจะลากเราไปแขวนคอที่จัตุรัสกลางเมืองเสีย”

บรอนเวนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหน้ากระดาษ นิ้วมือที่เปื้อนเขม่าหมึกของเธอกดลงบนพื้นผิวที่สากระคาย “ถ้าฉันปล่อยให้คำทำนายนี้อยู่ในสภาพเดิม เมืองเอลเดอร์เมียร์จะกลายเป็นแค่กองขี้เถ้าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฉันไม่ได้อยากเป็นพระเจ้า เอเลียส ฉันแค่ไม่อยากเห็นคนในเมืองต้องมานั่งกินฝุ่นจากการล่มสลายที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า” เธอพ่นลมหายใจทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหยิบปากกาขนนกที่ชุบน้ำหมึกสกัดจากแร่แก้วขึ้นมา

“แต่มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวอักษรนะ!” เซเลสเทนโพล่งขึ้นมาพลางเดินวนไปวนมาอยู่รอบๆ แท่นหิน แสงจากผลึกแก้วที่ติดอยู่บนผนังห้องใต้ดินกะพริบถี่ๆ ตามจังหวะการหายใจที่ตื่นตระหนกของเธอ “พลังงานในเล่มนี้มันเสถียรมาก มันถูกล็อกไว้ด้วยโครงสร้างทางเวทมนตร์ที่ซับซ้อน ถ้าเธอพยายามจะกดหมึกทับลงไปโดยใช้พลังงานดิบ เธออาจจะระเบิดห้องใต้ดินนี้ทิ้ง หรือไม่ก็ทำให้ผลึกแก้วในเมืองทั้งเมืองดับวูบไปเลยก็ได้!”

บรอนเวนขมวดคิ้ว เธอเริ่มจดจดกับปลายปากกาที่แตะลงบนบรรทัดที่เขียนว่า ‘...ราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก...’ แต่ทันทีที่ปลายปากกาเริ่มแตะลงไป เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังพยายามขูดรอยจารึกบนแผ่นเหล็กกล้าด้วยเศษไม้ ความต้านทานจากเวทมนตร์ในหน้ากระดาษส่งแรงสะท้อนกลับมาที่ข้อมือจนเธอต้องชะงัก

“มันหนักเกินไป...” บรอนเวนสบถ พลางปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก “หมึกมันไม่ซึมลงไปในเนื้อกระดาษ แต่มันกลับดีดกลับมาเหมือนฉันกำลังพยายามเขียนลงบนผิวของดวงอาทิตย์”

“นั่นเพราะเธอพยายามสู้กับลำดับเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” เอเลียสถอนหายใจยาว เขาเดินเข้ามาใกล้แท่นหินมากขึ้น “คำทำนายนี้ไม่ใช่แค่ข้อความ แต่มันคือโครงสร้างทางเวทมนตร์ที่ยึดโยงกับความเป็นจริง หากเธอจะเปลี่ยนมัน เธอต้องมีสิ่งที่ ‘ไหลเวียน’ มากพอที่จะไปหักล้างแรงต้านนั้น”

บรอนเวนกัดริมฝีปากจนห้อเลือด “แล้วต้องทำยังไง? ต้องใช้แสงจากผลึกแก้วจากสำนักอาลักษณ์งั้นเหรอ? พวกนั้นคงไม่ส่งแสงระดับศักดิ์สิทธิ์มาให้เราใช้เล่นๆ หรอกนะ”

“ไม่ใช่แสงจากผลึกทั่วไป” เซเลสเทนพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตาของเธอเป็นประกายเมื่อนึกถึงทฤษฎีที่เพิ่งค้นพบ “ลองนึกถึงหลักการของ ‘แสงสะท้อน’ ดูสิ! ถ้าเราใช้หนังสือเล่มที่สอง... เล่มที่บันทึกการสั่นสะเทือนของแสง ไม่ใช่การบันทึกข้อความ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวลดแรงตึงเครียดทางเวทมนตร์ มันจะช่วยให้แสงไหลผ่านหน้ากระดาษเดิมได้โดยไม่เกิดการปะทะ!”

บรอนเวนไม่รอช้า เธอรีบเอื้อมมือไปคว้าหนังสือเล่มที่สองที่วางอยู่ข้างๆ มันคือ ‘บันทึกของแสงสะท้อน’ ซึ่งมีปกเป็นเงินวาววับและมีออร่าจางๆ แผ่ออกมา เมื่อเธอนำมันมาวางขนานกับหนังสือคำทำนาย แสงสีฟ้าอ่อนจากบันทึกเล่มใหม่ก็เริ่มแทรกซึมเข้าสู่รอยแยกของหน้ากระดาษเล่มแรก

“มันกำลังมาแล้ว!” เซเลสเทนตะโกน ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทาเมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสพลังงานในอากาศ “แรงต้านลดลงแล้ว! บรอนเวน ทำเลย!”

บรอนเวนรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี เธอไม่สนความเหนื่อยล้าที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน เธอเริ่มลากปลายปากกาลงไปบนข้อความเดิมอีกครั้ง คราวนี้หมึกไม่ได้ดีดกลับ แต่มันเริ่มซึมลึกลงไปในเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็วราวกับกำลังดูดซับความว่างเปล่า เธอเขียนคำว่า ‘การล่มสลาย’ ซ้ำๆ เพื่อกดทับมันไว้ แล้วเริ่มร่างคำใหม่ลงไปแทนที่... ‘การอยู่รอด’

แสงสว่างวาบพุ่งขึ้นมาจากหน้ากระดาษจนเอเลียสต้องยกมือขึ้นบังตา เสียงหวีดแหลมของพลังงานที่ถูกบิดเบือนดังสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน บรอนเวนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มหาศาลเหมือนมีภูเขาทั้งลูกกดลงบนบ่า แต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยมือจากปากกา เธอส่งผ่านเจตจำนงทั้งหมดที่มี—ความโกรธแค้นต่อโชคชะตา และความหวังที่ดูเหมือนจะไร้สาระ—ลงไปในปลายขนนก

ทันใดนั้น ทุกอย่างก็เงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน

แสงสว่างจางหายไป เหลือเพียงความสลัวจากผลึกแก้วที่เริ่มกลับมาทำงานอย่างมั่นคง บรอนเวนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหิน หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อไหลซึมจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เธอจ้องมองไปที่หน้ากระดาษตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว

ข้อความเดิมที่เคยระบุถึงความล่มสลายของเมืองเอลเดอร์เมียร์ บัดนี้เลือนลางจนแทบมองไม่เห็น มันดูเหมือนหมึกที่จางหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาอย่างเด่นชัดและคมชัดแทนที่ คือตัวอักษรที่สั่นไหวเล็กน้อยแต่ทรงพลัง... ‘...เพื่อการอยู่รอดของเอลเดอร์เมียร์...’

“เธอทำได้...” เอเลียสพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวผสมกับความทึ่ง “เธอเพิ่งจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนไว้แล้ว...”

“ฉันเพิ่งเริ่มเท่านั้น” บรอนเวนตอบ พลางจ้องมองตัวอักษรใหม่ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว “ถ้าฉันเปลี่ยนคำทำนายเรื่องการล่มสลายได้ ฉันก็จะเปลี่ยนทุกอย่างที่เหลือ... ฉันจะไม่ยอมให้โชคชะตามาเขียนบทให้พวกเราเป็นแค่ตัวตลกในเกมของใครก็ตาม”

เซเลสเทนก้มลงมองผลึกแก้วที่บัดนี้ส่องแสงนวลตา “แต่บรอนเวน... ดูเหมือนว่าแรงสะท้อนจะยังไม่จบลงนะ ดูนั่นสิ!”

ที่ขอบหน้ากระดาษด้านล่าง ข้อความใหม่ที่เพิ่งเขียนลงไปเริ่มขยายตัวออกเป็นเส้นสายประหลาด ราวกับมันกำลังพยายามค้นหาความหมายใหม่ของคำว่า ‘อยู่รอด’ ที่บรอนเวนเพิ่งเติมลงไป

--- บรอนเวนใช้หนังสือบันทึกแสงสะท้อนเพื่อช่วยเขียนทับคำทำนายเรื่องการล่มสลายของเมืองเอลเดอร์เมียร์ โดยสามารถเปลี่ยนข้อความให้เป็นเรื่องการอยู่รอดได้สำเร็จ แม้จะตระหนักว่าเธอเพิ่งเริ่มเปิดศึกกับโชคชะตาที่แท้จริง