ตอนที่ 1 — รอยด่างสีรุ้งบนหน้ากระดาษคัดลอก
เสียงขูดขีดของปากกาขนนกกระทบกับพื้นผิวของกระดาษหนังแกะดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงัดของหอสมุดกลางแห่งเอลเดอร์เมียร์ แสงสีฟ้าอ่อนจากผลึกแก้วที่ติดตั้งอยู่เหนือโต๊ะทำงานของบรอนเวนวูบไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจของเธอ
“บรรทัดที่สี่ร้อยสอง... ตัวอักษร ‘เอล’ เปลี่ยนรูปเป็น ‘อิล’ อีกแล้ว” บรอนเวนพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าจากการไม่ได้พูดกับใครมานานหลายชั่วโมง เธอวางปากกาลงแล้วขยี้ตา “มันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดจากการล้าของสายตาแน่ๆ”
เธอเลื่อนสายตาไปมองต้นฉบับที่วางอยู่ข้างๆ หนังสือเล่มเดิมที่เธอคัดลอกเมื่อสามวันก่อน ตัวอักษรในต้นฉบับนั้นนิ่งสนิทและมั่นคง แต่ในเล่มที่เธอคัดลอกด้วยแสง—เล่มที่ควรจะเป็นเพียงเงาสะท้อนที่แม่นยำ—กลับมีบางอย่างผิดเพี้ยนไป
“บรอนเวน ถ้าคุณยังนั่งจ้องกระดาษเปล่าๆ แบบนั้น ฉันจะถือว่าคุณกำลังขี้เกียจและทำลายโควตาแสงของสำนัก” เสียงฝีเท้าหนักแน่นและจังหวะการเดินที่เคร่งครัดดังมาจากทางเดินด้านหลัง บรอนเวนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
เอเลียสเดินเข้ามาหยุดข้างโต๊ะ เขาจัดระเบียบกองหนังสือบนโต๊ะของเธอให้เป็นเส้นตรงด้วยการใช้นิ้วปัดเพียงครั้งเดียว “ความไม่เป็นระเบียบคือจุดเริ่มต้นของความหายนะในงานอาลักษณ์ คุณรู้กฎดี” เขากล่าวพลางถอนหายใจยาวเมื่อเห็นรอยหมึกที่เปื้อนขอบกระดาษเล็กน้อย
“มันไม่ใช่ความขี้เกียจ เอเลียส แต่มันคือความผิดปกติ” บรอนเวนชี้ไปที่บรรทัดที่เธอเพิ่งบันทึก “ดูนี่สิ รูปแบบการลากเส้นมันซ้ำซ้อนกันเอง เหมือนกับว่าตัวอักษรมันพยายามจะเขียนตัวเองซ้ำในตำแหน่งที่ต่างออกไป”
เอเลียสขยับแว่นสายตาแล้วก้มลงมอง “มันก็แค่ความผิดพลาดในการควบคุมความเข้มของแสงจากผลึกแก้ว คุณอาจจะเร่งพลังงานมากเกินไปจนทำให้หมึกเวทมนตร์ขยายตัว”
“ไม่ใช่” บรอนเวนแย้งทันควัน “ลองอ่านประโยคนี้ดูสิ...”
เอเลียสขมวดคิ้วอ่านข้อความในหน้ากระดาษที่เธอกำลังคัดลอก ‘...และเมื่อตะวันลับขอบฟ้าที่หอคอยทิศตะวันตก เสียงระฆังจะดังขึ้นสามครั้งก่อนพายุจะมา...’
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “มันก็แค่คำพยากรณ์ทั่วไปในบันทึกประวัติศาสตร์ยุคเก่า”
“แต่เราไม่ได้กำลังคัดลอกบันทึกประวัติศาสตร์” บรอนเวนพูดเสียงต่ำ “เรากำลังคัดลอกตำราเกษตรกรรมของเขตเอลเดอร์เมียร์ตอนใต้ มันไม่ควรมีเรื่องระฆังหรือพายุอยู่ในนี้”
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากหอคอยทิศตะวันตกที่อยู่ไกลออกไปก็ดังขึ้น... เหง่ง... เหง่ง... เหง่ง... สามครั้งติดต่อกันอย่างแม่นยำ
ลมแรงประหลาดพัดวูบผ่านหน้าต่างหอสมุดที่ปิดสนิทอยู่ เสียงลมหวีดหวิวเหมือนพายุที่กำลังตั้งเค้าดังเข้ามาในโสตประสาท
เอเลียสหน้าถอดสี “นั่น... มันเป็นเรื่องบังเอิญ บรอนเวน มันคือเรื่องบังเอิญทางสถิติ”
“บังเอิญเหรอ? ในขณะที่คุณกำลังยืนถอนหายใจใส่ความไม่เป็นระเบียบของฉันเนี่ยนะ?” บรอนเวนประชดประชัน แต่ดวงตาของเธอกลับจ้องเขม็งไปที่หน้ากระดาษ “ดูนี่สิ มันเริ่มอีกแล้ว”
เธอก้มลงมองตัวอักษรที่เพิ่งถูกเขียนไป มันไม่ได้แค่ซ้ำซ้อน แต่มันกำลังขยับ... ขยับราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเลื้อยอยู่ใต้ผิวเนื้อของกระดาษ
“เฮ้! มีอะไรกันน่ะ? ทำไมไฟในโซนนี้ถึงกระพริบเหมือนคนเป็นไข้แบบนี้!” เซเลสเทนวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องพร้อมกับถือผลึกแก้วขนาดเล็กที่ส่องแสงสว่างจ้าจนเกือบแสบตา “ฉันตรวจพบความผันผวนของคลื่นแสงในเขตคัดลอกที่สี่! บรอนเวน คุณทำผลึกแตกหรือไง?”
“เซเลสเทน ดูนี่!” บรอนเวนเรียกโดยไม่หันไปมอง
เซเลสเทนชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “โอ้... ว้าว... นี่มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคลื่นแสงธรรมดานะ ดูการหักเหของแสงที่ผิวสัมผัสกระดาษนั่นสิ มันเหมือนกับ... เหมือนกับว่ากระดาษกำลังสะท้อนสเปกตรัมที่ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดแสงเดียว”
บรอนเวนขยับโคมไฟผลึกแก้วให้เข้าใกล้หน้ากระดาษมากขึ้น เมื่อแสงตกกระทบลงบนรอยหมึกที่ดูเหมือนจะผิดปกติ รอยด่างเล็กๆ ที่เคยเห็นเพียงเลือนลางก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น
มันไม่ใช่รอยหมึกดำ แต่มันคือรอยด่างสีรุ้งจางๆ ที่วาววับเหมือนคราบน้ำมันบนผิวน้ำ แต่มันมีลวดลายที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เมื่อแสงเคลื่อนผ่าน รอยด่างนั้นจะเปลี่ยนสีจากสีม่วงเข้มไปเป็นสีทองสว่าง ราวกับมันมีชีวิตและกำลังตอบสนองต่อการสังเกตของเธอ
“มันตอบสนองต่อแสง...” เซเลสเทนพึมพำ มือของเธอเริ่มขยับไปมาอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังวิเคราะห์สูตรเคมี “ถ้าค่าความเข้มข้นของแสงเปลี่ยนไปตามมุมตกกระทบแบบนี้ แสดงว่ามันไม่ใช่แค่หมึก แต่มันคือ... มันคืออะไรบางอย่างที่มีโครงสร้างผลึกในตัว!”
เอเลียสถอยห่างไปหนึ่งก้าว ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น “นี่คืออาชญากรรมทางเวทมนตร์ บรอนเวน หนังสือที่ปรากฏรอยด่างที่ไร้ที่มาแบบนี้... มันคือหนังสือที่ถูกปลุกเสกโดยไม่มีต้นฉบับ คุณต้องรายงานเรื่องนี้ต่อสำนักอาลักษณ์ทันที”
“รายงานงั้นเหรอ?” บรอนเวนทวนคำ สายตาของเธอยังไม่ละไปจากรอยด่างสีรุ้งนั้น “ถ้าฉันรายงานตอนนี้ พวกเขาจะยึดมันไป และเราจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันคืออะไร”
เธอจำความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ได้ มันคล้ายกับความรู้สึกตอนที่เธออ่านบันทึกเก่าแก่ที่เคยพบในห้องเก็บของชั้นล่าง... บันทึกที่เอ่ยถึง ‘คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก’ บันทึกที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนิมิตที่ถูกลืม แต่นี่... สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้มันจับต้องได้มากกว่านั้น
“บรอนเวน อย่าทำอะไรโง่ๆ นะ” เอเลียสเตือน เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย “ความไม่ถูกต้องคือภัยคุกคามต่อระเบียบของ Castellane”
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรโง่ๆ ฉันแค่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง” บรอนเวนตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในจังหวะที่เอเลียสและเซเลสเทนกำลังถกเถียงกันเรื่องขั้นตอนการรายงาน บรอนเวนใช้มีดตัดกระดาษที่วางอยู่ข้างตัว ค่อยๆ เลาะเอาส่วนของกระดาษที่มีรอยด่างสีรุ้งนั้นออกมาอย่างระมัดระวังที่สุด เธอพับมันลงในซองหนังขนาดเล็กที่ใช้เก็บเศษวัสดุสำหรับซ่อมแซมหนังสือ
“คุณทำอะไรน่ะ!” เอเลียสอุทาน
“เก็บตัวอย่าง” บรอนเวนตอบสั้นๆ “ฉันจะหาคำอธิบายให้ได้ว่าทำไมหมึกของฉันถึงเริ่มทำนายอนาคต และทำไมมันถึงมีสีเหมือนรุ้งที่ไม่มีวันจางหาย”
เธอกวาดอุปกรณ์ทุกอย่างลงในตะกร้าด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้เอเลียสยืนมองด้วยสายตาตำหนิ และเซเลสเทนที่ยังคงพึมพำเรื่องความหนาแน่นของแสงไม่หยุด
บรอนเวนเดินออกจากห้องคัดลอกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอเพิ่งทำไปอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของเอลเดอร์เมียร์ไปตลอดกาล แต่มือของเธอยังคงสัมผัสได้ถึงความอุ่นจางๆ ที่แผ่ออกมาจากซองหนังที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
--- บรอนเวนพบความผิดปกติในหนังสือที่เธอกำลังคัดลอก เมื่อตัวอักษรเริ่มเขียนคำทำนายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีรอยด่างสีรุ้งที่ตอบสนองต่อแสง เธอจึงตัดสินใจขโมยเศษกระดาษนั้นไปเพื่อสืบหาความจริง