ตอนที่ 79 — การค้นพบแร่หมึกสีรุ้งในถ้ำรอยแยก
“ไมโล! นายต้องอยู่หลังโขดหินนั่น อย่าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว!” เสียงกระซิบที่เกือบจะเป็นการคำรามของเซราฟิน่าดังผ่านลมหนาวที่พัดผ่านรอยแยกของที่ราบสูงคีรีคราม
ไมโลไม่ได้ตอบ แต่เขากำลังพยายามกลั้นหายใจจนหน้าอกเริ่มปวดหนึบ ดวงตาของเขาจดจ้องไปยังรอยแยกหินเบื้องหน้า แสงสลัวจากหมอกเวทมนตร์เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสยดสยอง มันไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไป แต่มันคือกลุ่มก้อนของอักขระสีดำที่ขยับเขยื้อนได้ราวกับมีชีวิต ร่างกายของมันประกอบขึ้นจากเส้นสายที่พันกันยุ่งเหยิงและผิดรูป แขนขาของมันคืออักขระที่ถูกขีดเขียนอย่างลนลานจนกลายเป็นรอยเปื้อนหนาทึบ ทุกครั้งที่มันเคลื่อนที่ จะมีเสียงเสียดสีของหมึกที่แห้งกรังดัง ‘แกรก... แกรก...’ เหมือนกระดาษทรายถูไปบนหิน
“มันคืออักขระที่ผิดพลาด... มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่มันคือความผิดพลาดที่เดินได้” ไมโลพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาเบาหวิวราวกับเสียงลมพัดผ่านซอกหิน
เป้าหมายของเขาอยู่ตรงนั้น ในหลุมลึกใจกลางอาณาเขตของสัตว์อสูรตัวนั้น แสงระยิบระยับที่สะท้อนออกมาจากผนังถ้ำไม่ใช่แสงจากดวงดาว แต่มันคือ ‘แร่หมึกสีรุ้ง’ แร่ธาตุหายากที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์พยายามปิดบังข้อมูลมาตลอด หากเขาได้มันมา การจะสร้างหมึกชนิดใหม่ที่ไม่ขึ้นตรงต่อการควบคุมของสภาอาจเป็นไปได้
“เราต้องถอยออกไป ไมโล” เซราฟิน่าขยับดาบในมือแน่นขึ้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความระแวง “เจ้าสิ่งนั้นมันมีกลิ่นของหมึกละลาย มันพร้อมจะกลืนกินอักขระของทุกคนที่เข้าใกล้”
“แต่ถ้าเราไม่เอาแร่มาตอนนี้ อคิราห์จะไม่มีทางมีหมึกที่เสถียรพอจะเขียนอักขระป้องกันตัวได้เลยนะ!” ไมโลโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดขาด “เซราฟิน่า ถ้าเราถอย ตอนนี้เราก็แค่รอวันที่จะถูกสภาลบความทรงจำทิ้งเท่านั้น”
สัตว์อสูรตัวนั้นหยุดชะงัก มันหันหัวที่ไม่มีดวงตาแต่ประกอบด้วยอักขระรูปวงกลมซ้อนกันหลายชั้นมาทางพวกเขา มันส่งเสียงกรีดร้องที่ฟังดูเหมือนเสียงปากกาขีดลงบนกระดาษด้วยความแรงจนขาดวิ่น เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสของไมโล
“มันได้กลิ่นเรา!” เซราฟิน่าตะโกน พร้อมกับพุ่งตัวออกมาจากที่ซ่อน ดาบของเธอวาดผ่านอากาศเป็นเส้นสายอักขระสีน้ำเงินเพื่อสร้างกำแพงป้องกัน แต่สัตว์อสูรกลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ร่างกายที่เป็นรอยเปื้อนของมันขยายตัวออกราวกับน้ำหมึกที่หกเลอะเทอะบนผืนผ้า
“ถอยไป! ไมโล! วิ่งไปที่ปากถ้ำ!” เซราฟิน่าสั่ง ขณะที่เธอกำลังรับแรงปะทะจากอักขระที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น
ไมโลไม่ได้วิ่งไปทางปากถ้ำ แต่เขากลับมองไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันอยู่เหนือโถงถ้ำทางด้านซ้าย เขาจำสิ่งที่อคิราห์เคยบอกได้ว่า ‘เสียงที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอ สามารถรบกวนโครงสร้างของอักขระที่ไร้ระเบียบได้’
เขารวบรวมความกล้า คว้าหินก้อนเล็กขึ้นมาแล้วขว้างมันไปที่มุมตรงข้ามกับทางที่เขาจะไป ‘ปึก!’ เสียงหินกระทบหินดังขึ้นเบาๆ สัตว์อสูรชะงักไปครู่หนึ่ง แต่มันยังไม่สนใจเขา
“ต้องดังกว่านี้...” ไมโลกัดฟัน เขาเริ่มขว้างหินใส่ผนังถ้ำด้านขวาอย่างต่อเนื่อง ‘ปึก! ปึก! ปึก!’ เสียงสะท้อนจากผนังถ้ำเริ่มทำให้สัตว์อสูรเกิดอาการสับสน มันเริ่มหมุนตัวไปมา พยายามค้นหาต้นตอของเสียงที่กระแทกกับโครงสร้างของถ้ำ
ในจังหวะที่สัตว์อสูรหันเหความสนใจไปทางเสียงกระทบของหิน ไมโลก็ใช้โอกาสนั้นพุ่งตัวลงไปในหลุมลึก เขาไถลตัวลงตามพื้นหินที่ลื่นปรื้ดด้วยคราบหมึก แขนของเขาครูดไปกับผนังถ้ำจนรู้สึกแสบร้อน แต่เขาไม่หยุด เขาตะเกียกตะกายลงไปจนถึงก้นหลุม
ตรงหน้าเขา แร่หมึกสีรุ้งฝังตัวอยู่ในเนื้อหิน มันเปล่งประกายด้วยสีสันที่เปลี่ยนไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะเขียนเรื่องราวของตัวเองลงบนอากาศ ไมโลใช้เครื่องมือขุดขนาดเล็กที่เตรียมมาค่อยๆ กะเทาะมันออกมาอย่างระมัดระวัง มือของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว
‘แกรก... แกรก...’ เสียงสัตว์อสูรเริ่มดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง มันรู้แล้วว่าเสียงหินที่เขาทำนั้นเป็นเพียงอุบาย
“เร็วเข้า ไมโล!” เซราฟิน่าตะโกนจากด้านบน เธอพยายามต้านทานการโจมตีของมันด้วยความยากลำบาก “มันกำลังจะพังกำแพงอักขระของฉันแล้ว!”
ไมโลใช้แรงเฮือกสุดท้ายตอกค้อนลงไปที่รอยแยกของแร่ สีรุ้งเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นจนเขามองไม่เห็นสิ่งใดชั่วขณะ เขาคว้าก้อนแร่ที่หลุดออกมาได้ไว้ในกำมือ ความรู้สึกเย็นเยียบและสั่นสะเทือนแปลกประหลาดแล่นผ่านจากมือเข้าสู่หัวใจ
เขารีบปีนกลับขึ้นมาตามขอบหิน ขณะที่สัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่เซราฟิน่าจนเธอกระเด็นไปกระแทกผนัง ไมโลกระโดดข้ามซากหินและคว้าแขนของเซราฟิน่าไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของเธอจะถูกคลุมด้วยรอยเปื้อนหมึกดำมืด
“ได้มาแล้ว!” ไมโลตะโกนบอกขณะที่เขาทั้งสองพากันวิ่งหนีออกไปทางอุโมงค์ลับที่เขาจำได้จากแผนที่โบราณ
เมื่อเสียงคำรามของสัตว์อสูรค่อยๆ จางหายไปในหมอกหนาของคีรีคราม ไมโลทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจแรง มือของเขายังคงกำก้อนแร่สีรุ้งไว้แน่น แสงของมันยังคงเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือของเขา
“นายทำได้ยังไง...” เซราฟิน่าถามพลางเช็ดคราบหมึกออกจากใบหน้า ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวของเธอดูจะมีความประหลาดใจแฝงอยู่
“ผมแค่... ใช้เสียงของหินครับ” ไมโลตอบพลางมองไปที่แร่ในมือ “ถ้าเราเอาแร่นี้ไปให้คุณอคิราห์... เราจะไม่ต้องกลัวหมึกของสภาอีกต่อไป เราจะสร้างหมึกที่มีชีวิตของเราเองได้”
ขณะที่พวกเขากำลังพักหายใจ ไมโลเหลือบไปเห็นรอยจางๆ บนผนังถ้ำที่แสงจากแร่สีรุ้งส่องไปถึง มันคืออักขระโบราณที่แทบจะเลือนหายไปแล้ว แต่มันกลับอ่านได้ชัดเจนภายใต้แสงนี้: ‘เมื่อสีรุ้งบรรจบกับความทรงจำที่หายไป พันธนาการแห่งอักขระจะพังทลายภายใต้เงาของดวงดาวสีเงิน’
ไมโลกำแร่ในมือแน่นขึ้น ความรู้สึกหนึ่งแล่นเข้ามาในใจ มันไม่ใช่แค่การหาวัตถุดิบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มทหารสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นจากทางเข้าอุโมงค์ที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านมา แสงจากคบไฟเวทมนตร์สาดส่องเข้ามาในความมืด
“ตรวจพบการเคลื่อนไหวของอักขระที่ผิดปกติในเขตนี้! ค้นหาผู้ติดเชื้อและยึดวัตถุต้องห้ามเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนของหัวหน้าทหารสภาดังขึ้น พร้อมกับเสียงโล่เหล็กที่กระทบกันเป็นจังหวะน่าเกรงขาม
--- ไมโลใช้กลอุบายสร้างเสียงกระทบของหินเพื่อล่อสัตว์อสูรอักขระผิดพลาด ทำให้เขาสามารถขุดแร่หมึกสีรุ้งออกมาได้สำเร็จ แต่ในขณะที่เขากำลังดีใจ ทหารของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ก็บุกเข้ามาในพื้นที่พอดี