← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 67ฟรี

ตอนที่ 67 — เศษเสี้ยวแห่งความจริงที่บิดเบี้ยว

ความเงียบในวิหารใต้หมึกดำไม่ได้เป็นความเงียบที่สงบสงัด แต่มันคือความเงียบที่สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าอากาศรอบตัวอคิราห์กำลังกลายเป็นของเหลวข้นคลั่กที่เต็มไปด้วยละอองอักขระสีดำสนิท กลิ่นคาวจางๆ ของหมึกที่เผาไหม้ด้วยพลังงานเวทมนตร์ลอยคลุ้งอยู่ในลำคอ ทุกครั้งที่เขาหายใจ ความรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมคมนับพันเล่มทิ่มแทงลงในปอด นั่นคือราคาของการใช้พลังอักขระต้องห้ามเพื่อกลืนกินระเบียบของภาคีที่พยายามจะลบเลือนเขา

อคิราห์ทรุดกายลงกับพื้นหินที่เย็นเยียบ ร่างกายของเขาไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นนั้นอีกต่อไปแล้ว ผิวหนังบริเวณหน้าอกและลำคอของเขาไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนัง แต่มันคือผืนผ้าใบที่อักขระมรกตและหมึกดำกำลังถักทอเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง รอยจารึกเหล่านั้นขยับเขยื้อนไปมาภายใต้ชั้นผิวหนังราวกับสิ่งมีชีวิตที่หิวกระหาย มันไม่ได้เพียงแค่ประทับลงบนตัวเขา แต่มันกำลัง 'แทนที่' เขา เส้นแบ่งระหว่างตัวตนของชายหนุ่มกับอำนาจแห่งความว่างเปล่ากำลังเลือนลางจนแทบไม่เหลือซาก ความเจ็บปวดที่เขาใช้เป็นสมอเหนี่ยวรั้งตัวตนไว้ บัดนี้มันได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายล้างความเป็นมนุษย์ของเขาไปทีละน้อย

“เจ้ากำลังกลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่...” เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดังขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของชายชุดเทา แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากอักขระที่กำลังกัดกินเขา เสียงนั้นซ้อนทับกันหลายพันเสียง เป็นเสียงของความทรงจำที่ถูกลืมเลือน เสียงของประวัติศาสตร์ที่ถูกลบ และเสียงของความว่างเปล่าที่รอคอยการเติมเต็ม

อคิราห์กัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกรามลั่น ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นพล่านขึ้นมาเมื่ออักขระต้องห้ามพยายามจะขยายวงกว้างออกไปสู่ปลายนิ้ว เขาพยายามจดจ่ออยู่กับความรู้สึกสุดท้ายที่ยังหลงเหลือ—ความรู้สึกถึงน้ำหนักของหัวใจที่ยังเต้นอยู่ เป็นจังหวะที่หนักแน่นและแสนเจ็บปวด เขาต้องรักษามันไว้ เขาต้องไม่กลายเป็นเพียงแค่ 'รอยจารึก' ที่ไร้จิตวิญญาณ

ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งสงบลงจากการปะทะกับภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ เศษซากของระเบียบที่ถูกทำลายล้างกระจายอยู่ทั่ววิหาร รอยแตกของมิติเริ่มปรากฏขึ้นตามมุมห้อง มันไม่ใช่รอยแตกของหิน แต่เป็นรอยแยกของความจริงที่ทำให้พื้นที่ตรงนั้นบิดเบี้ยวไปมา ชิ้นส่วนของอดีต—เสาหินที่เคยตั้งตระหง่าน—ปรากฏขึ้นและเลือนหายไปราวกับภาพหลอนที่เกิดจากหมึกที่กำลังละลาย ความเป็นจริงรอบตัวเขากำลังสูญเสียความต่อเนื่อง มันกลายเป็นเศษเสี้ยวที่ไร้ระเบียบ ราวกับจิตรกรที่ทำถาดสีหกใส่ผืนผ้าใบแห่งโลก

อคิราห์ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทุกการเคลื่อนไหวทำให้เขารู้สึกเหมือนกระดูกกำลังถูกหลอมขึ้นใหม่ด้วยหมึกร้อนๆ สายตาของเขาเริ่มพร่ามัว แต่มันไม่ใช่การพร่ามัวจากการบาดเจ็บ เขาเริ่มมองเห็น 'เส้นสาย' ของความหมายที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งรอบตัวไม่ใช่แค่สสาร แต่มันคือกลุ่มก้อนของอักขระที่กำลังสั่นสะเทือน หากเขามองนานพอ เขาจะเห็นว่าความโกลาหลเหล่านี้แท้จริงแล้วคือความพยายามของโลกที่จะจัดระเบียบตัวเองใหม่ผ่านความบิดเบี้ยวที่เขาสร้างขึ้น

“อคิราห์...” เสียงเรียกหนึ่งดังขึ้นจากเงามืดที่มุมวิหาร เขาชะงัก ความเจ็บปวดชั่วขณะทำให้เขามีสติกลับมา เขาพยายามมองหาที่มาของเสียง แต่พบเพียงความว่างเปล่าที่เต้นระบำอยู่ภายใต้แสงสลัวของหมึกดำ

เขารู้ดีว่าสถานะ 'ภัยพิบัติ' ของเขานั้นไม่ใช่เพียงชื่อเรียกที่ภาคีใช้ประณาม แต่มันคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในตอนนี้เขาไม่ใช่ผู้ชำระหมึกอีกต่อไป เขาคือหมึกเสียเอง เขาคือความผิดพลาดที่กำลังกัดกินกฎเกณฑ์ของจักรวาล และเขารู้ดีว่าการจะหยุดยั้งความพินาศที่เขากำลังก่อขึ้น เขาต้องค้นหา 'ต้นแบบอักขระดั้งเดิม' ให้พบ ก่อนที่เศษเสี้ยวแห่งความจริงเหล่านี้จะแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีวันหวนคืน

เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้แต่ละก้าวจะเหมือนการเดินอยู่บนขอบเหวแห่งการสูญเสียตัวตน ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น แรงสั่นสะเทือนจากพลังงานมรกตจะแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กระทบกับเศษเสี้ยวของความจริงที่เหลืออยู่ ทำให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความหมายที่บิดเบี้ยวไปมา อคิราห์ไม่ได้มองหาทางออกอีกต่อไป เขามองหา 'จุดเริ่มต้น'—จุดที่อักขระทุกตัวถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่ความทรงจำจะกลายเป็นอาวุธ และความว่างเปล่าจะกลายเป็นศัตรู

แต่ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปในวิหารที่พังทลาย เสียงกระซิบในร่างก็ยิ่งดังขึ้น มันไม่ใช่แค่เสียงเตือน แต่มันเริ่มเป็นคำสั่ง มันเริ่มบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของการลบเลือน การสูญสิ้นคือความบริสุทธิ์ และความทรงจำคือความสกปรกที่ต้องได้รับการชำระล้าง... และเขารู้สึกได้ว่า ตัวตนของเขาเอง กำลังจะกลายเป็นหมึกที่พร้อมจะถูกเขียนลงไปบนความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

--- อคิราห์เผชิญกับผลกระทบจากการใช้พลังอักขระต้องห้าม ซึ่งทำให้เขากลายเป็น 'อักขระที่มีชีวิต' ที่กำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์และทำลายระเบียบของความจริงรอบตัวไปพร้อมๆ กัน