ตอนที่ 53 — รอยจารึกแห่งการขัดขืนและเสียงเพรียกของสงคราม
กลิ่นคาวของหมึกที่ไหม้เกรียมปะทะเข้ากับจมูกของอคิราห์ มันไม่ใช่กลิ่นหมึกที่ใช้จารึกคัมภีร์ทั่วไป แต่เป็นกลิ่นของพลังงานที่ถูกบีบอัดจนแตกสลาย รสขมปร่าของโลหะไหลวนอยู่ในลำคอขณะที่เขาหอบหายใจรัวรินอยู่บนพื้นวิหารที่สั่นสะเทือน ร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังอีกต่อไป แต่มันคือสนามรบที่อักขระมรกตและอักขระต้องห้ามกำลังขับเคี่ยวกันอย่างบ้าคลั่ง แสงสีเขียวมรกตเรืองรองออกมาจากใต้ผิวหนังของเขา ลากผ่านเส้นเลือดจนดูเหมือนรากไม้ที่เรืองแสงวิ่งพล่านไปทั่วแขนและลำคอ
"ถอยไป!" เสียงตะโกนของเขาแหบพร่าและไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ มันมีความกังวานของหินที่แตกสลายซ่อนอยู่
เบื้องหน้าของเขา เหล่าสมาชิกภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ในชุดเกราะสีขาวสะอาดตาที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยหมึกดำ กำลังก้าวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบราวกับเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อ 'ชำระล้าง' สิ่งที่พวกเขาเรียกว่ามลทิน—ซึ่งก็คือตัวอคิราห์ หัวหน้าภาคีที่ถือคทาจารึกทองคำก้าวออกมาข้างหน้า ปลายคทาสัมผัสพื้นวิหารเกิดเสียงดังกังวานที่ทำให้ความทรงจำรอบข้างสั่นไหว
"ภัยพิบัติมิอาจดำรงอยู่ร่วมกับระเบียบ" หัวหน้าภาคีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง "เจ้าคือรอยร้าวบนผืนผ้าแห่งความจริง อคิราห์... และเราจะปิดรอยร้าวนั้นด้วยการลบเลือนเจ้าออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์"
อคิราห์รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ รอยแยกในร่างกายของเขา—ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาพยายามเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลัง—กำลังแผ่ขยายออกไป ทุกครั้งที่เขาขยับตัว อักขระมรกตจะส่งเสียงกรีดร้องในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน แต่เป็นเสียงที่วิญญาณสัมผัสได้ ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นกำลังถูกบดด้วยแท่นหิน แต่เขากลับไม่ยอมให้มันทำลายสติ เขาใช้ความเจ็บปวดนั้นเป็นสมอ ยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวของ 'อคิราห์' ที่เหลืออยู่ไว้ไม่ให้ถูกกลืนหายไปในกระแสของอักขระโบราณ
ทันใดนั้น สมาชิกภาคีคนแรกก็พุ่งเข้าใส่ คทาในมือของเขาสลักอักขระแห่งการสยบที่เปล่งแสงสีขาวนวล อคิราห์ไม่ได้หลบ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้น อักขระมรกตที่ไหลเวียนอยู่ในแขนของเขาตอบสนองต่อเจตจำนง มันพุ่งออกจากผิวหนัง กลายเป็นเส้นสายของหมึกสีมรกตที่เข้มข้นและหนืดเหนียวเข้าปะทะกับแสงสีขาว เกิดเสียงระเบิดของพลังงานที่ทำให้พื้นวิหารแตกร้าว แรงปะทะนั้นผลักให้ผู้โจมตีกระเด็นออกไป แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือความเจ็บปวดที่แล่นพล่านเข้าสู่หัวใจของอคิราห์ราวกับถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง
"อย่าฝืน..." เสียงกระซิบของชายชุดเทาดังขึ้นข้างหูของเขา แม้เขาจะมองไม่เห็นว่าชายผู้นั้นอยู่ที่ไหนในความโกลาหลนี้ "ยิ่งเจ้าขัดขืน รอยแยกในตัวเจ้าก็จะยิ่งกว้างขึ้น เจ้ากำลังสร้างภาชนะที่เปราะบางเกินกว่าจะรับน้ำหนักของความจริง"
"ถ้าไม่ขัดขืน... ผมก็ไม่เหลืออะไรเลย!" อคิราห์ตะโกนตอบโต้ความว่างเปล่าในใจ เขาเห็นเงาร่างของภาคีคนอื่นๆ เริ่มร่ายอักขระวงกว้างบนพื้นวิหาร แสงสีขาวเริ่มก่อตัวเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ที่ตั้งใจจะกักขังและบดขยี้รอยแยกที่มีชีวิตอย่างเขา
การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้น อคิราห์เคลื่อนที่ไปตามจังหวะของการทำลายล้าง เขาไม่ได้สู้ด้วยวิชาดาบหรือพละกำลัง แต่สู้ด้วยการ 'จารึก' เขาสะบัดมือกลางอากาศ ทิ้งรอยหมึกมรกตไว้เป็นโล่และอาวุธ ทุกครั้งที่หมึกสัมผัสกับอากาศ มันจะแข็งตัวเป็นอักขระที่ทรงพลัง อักขระแห่งการผลักดัน อักขระแห่งความโกลาหล และอักขระแห่งการแตกสลาย ทว่ายิ่งเขาใช้พลังมากเท่าไหร่ ตัวตนของเขาก็ยิ่งจางหายไปมากเท่านั้น เขาเริ่มจำไม่ได้ว่ารสชาติของอาหารมื้อสุดท้ายเป็นอย่างไร หรือใบหน้าของเมรินในยามที่เธอยิ้มเป็นเช่นไร ความทรงจำส่วนตัวกำลังถูกแลกเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อขับไล่ผู้ล่า
หัวหน้าภาคีเริ่มร่ายอักขระขั้นสูงสุด แสงสีขาวบริสุทธิ์กลายเป็นพายุหมุนที่ดูดกลืนทุกสิ่งรอบข้างเข้าไปในความว่างเปล่าที่สะอาดสะอ้าน อคิราห์รู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ความเป็นจริงรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวจนเขามองไม่เห็นทิศทาง ทันใดนั้น อักขระต้องห้ามในร่างของเขาก็เริ่มขยับเขยื้อน มันไม่ได้พยายามจะยึดครองเขาเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ดูเหมือนมันจะ 'โกรธเกรี้ยว' ต่อระเบียบที่พยายามจะลบมันทิ้ง
หมึกมรกตในตัวอคิราห์เปลี่ยนจากสีเขียวใสเป็นสีเขียวเข้มจนเกือบดำ มันเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกในร่างกายของเขา ไม่ใช่เพื่อป้องกัน แต่เพื่อ 'รุกราน' อคิราห์รู้สึกถึงอำนาจที่มหาศาลจนน่าหวาดกลัว มันคืออำนาจที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิต แต่สร้างขึ้นเพื่อทำลายระเบียบเดิมทิ้งเพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่
"อคิราห์! หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก "ถ้าเจ้าปล่อยให้อักขระต้องห้ามนำทาง เจ้าจะไม่ใช่ผู้รักษาความทรงจำ แต่เจ้าจะเป็นผู้ล้างโลก!"
แต่เสียงนั้นกลับดูห่างไกลเหลือเกิน อคิราห์เห็นเพียงภาพของแสงสีขาวที่พยายามจะกลืนกินเขา และความมืดมิดที่กำลังรอคอยอยู่ในตัวเขาเอง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด—แทนที่จะใช้พลังเพื่อผลักดันพายุสีขาวออกไป เขาเลือกที่จะ 'ดึง' พายุนั้นเข้ามาหาตัว เพื่อใช้ความเจ็บปวดจากการปะทะกันระหว่างระเบียบและโกลาหลเป็นเชื้อเพลิงในการระเบิดพลังครั้งสุดท้าย
เปรี้ยง!
แรงระเบิดของอักขระมรกตและแสงสีขาวสว่างวาบจนกลายเป็นสีเทาหม่น วิหารใต้มหาสมุทรหมึกดำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเพดานหินเริ่มถล่มลงมา เหล่าภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคง บัดนี้กระเด็นไปคนละทิศละทางท่ามกลางคลื่นหมึกที่บ้าคลั่ง อคิราห์ทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยแตกที่เรืองแสงสีมรกตเข้มข้น
เขารอดมาได้... แต่เขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ท่ามกลางฝุ่นละอองและเศษหินที่ร่วงหล่น อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ พายุหมึกที่เขาปลดปล่อยออกมาไม่ได้จางหายไป แต่มันกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างบางอย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ในความมืด และที่สำคัญที่สุด... เขาเริ่มเห็น 'เส้นสาย' ของอักขระที่ไม่ได้อยู่บนผิวหนังหรือบนหิน แต่มันลอยคว้างอยู่ในอากาศรอบตัวเขา ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังกลายเป็นหน้ากระดาษที่พร้อมจะถูกเขียนใหม่
เขามองไปที่มือของตนเอง มันสั่นเทาและเต็มไปด้วยรอยจารึกที่ขยับไปมาได้ราวกับสิ่งมีชีวิต อคิราห์ตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า การต่อสู้กับภาคีไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขากลายเป็น—สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์ และไม่ใช่ทั้งอักขระ แต่เป็น 'รอยแยก' ที่พร้อมจะฉีกกระชากความจริงเดิมทิ้งไปตลอดกาล
--- อคิราห์เผชิญหน้ากับการโจมตีของภาคีแห่งอักขระนิรันดร์ในวิหารใต้มหาสมุทรหมึกดำ โดยเขาตัดสินใจใช้พลังอักขระต้องห้ามที่บิดเบี้ยวเข้าปะทะเพื่อรักษาตัวตน แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เขาเปลี่ยนสภาพเป็นรอยแยกที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมและเริ่มเห็นโลกในรูปแบบที่ต่างออกไป