← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 111ฟรี

ตอนที่ 111 — รอยแยกแห่งถ้ำผลึกคราม

“พี่เซราฟิน่า! หยุดก่อน! อย่าเดินเข้าไปใกล้ตรงนั้น!” ไมโลตะโกนสุดเสียงจนลำคอแสบพร่า แสงสีครามจากผนังถ้ำสะท้อนเข้าตาเขาจนพร่ามัว ฝุ่นละอองจากเพดานถ้ำที่เพิ่งถูกแรงกระแทกจากการปะทะด้านนอกร่วงกราวลงมาไม่หยุด เขามองเห็นแผ่นหลังของเซราฟิน่าที่สั่นไหวอยู่หน้าปากถ้ำลึก แสงสีทองที่เธอกำลังพยายามควบคุมดูเหมือนจะปะทะกับกระแสลมแรงที่พัดมาจากรอยแยกของมิติ

“ถอยไปไมโล! ถ้าฉันไม่ทำตอนนี้ อักขระบนแขนของพวกเราจะละลายหายไปหมด!” เซราฟิน่าตวาดกลับโดยไม่หันมามอง เสียงของเธอแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มือของเธอกดทับรอยเปื้อนสีดำที่กำลังลามเลียขึ้นมาจากข้อมือ มันคืออาการของโรคหมึกละลายที่กำลังกัดกินตัวตนของเธอ

ไมโลก้าวเท้าผ่านก้อนหินที่ลื่นแฉะ เขาไม่ได้สนใจคำสั่งให้ถอยหลัง ในหัวของเขามีเพียงคำถามเดียว—ทำไมแสงสีทองที่เธอปล่อยออกมาถึงดูเหมือนกำลังดิ้นรนมากกว่าจะเยียวยา? และทำไมอากาศในถ้ำนี้ถึงได้หนักอึ้งราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองพวกเขาจากความมืดที่ลึกที่สุด?

“มันไม่ใช่แค่การซ่อมเส้น!” ไมโลพุ่งตัวเข้าไปคว้าชายเสื้อของเซราฟิน่าเมื่อเธอเริ่มเซ “พี่กำลังทำลายตัวเอง! ดูสิ แสงนั่นมันไม่ยอมรวมเป็นหนึ่งกับอักขระเลย!”

เซราฟิน่าสะบัดมือออก แรงดันจากพลังงานสีทองระเบิดออกจนไมโลกระเด็นไปกระแทกกับผนังผลึกคราม ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดหายใจไม่ใช่ความเจ็บ แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ

ท่ามกลางแสงสีทองที่บิดเบี้ยว ร่างหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่คน และไม่ใช่เทพเจ้าในตำนานที่เขาเคยได้ยินจากปากพวกผู้อาวุโส แต่มันคือการรวมตัวกันของแสงสว่างที่เข้มข้นจนดูเหมือนของเหลว มันไหลเวียนอยู่รอบตัวรอยแยกของมิติ ร่างนั้นสูงตระหง่านและแผ่ขยายความกดอากาศจนไมโลรู้สึกเหมือนปอดจะระเบิด

“นั่นมัน... อะไรกัน?” ไมโลพึมพำ ตัวสั่นเทาด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

ร่างนั้นขยับเพียงเล็กน้อย แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับไม่ได้ผ่านโสตประสาท แต่มันดังก้องอยู่ในกระดูกของเขา “เจ้ากำลังพยายามจะยึดโยงสิ่งที่แตกสลายด้วยกฎเกณฑ์ที่ตายแล้ว...” เสียงนั้นเย็นเยียบแต่ทรงพลัง ราวกับเสียงของหินที่เสียดสีกัน “อักขระคือโซ่ตรวน ไม่ใช่เครื่องมือแห่งชีวิต”

เซราฟิน่าทรุดเข่าลง แสงสีทองในมือของเธอเริ่มกลายเป็นสีเทาหม่นเมื่อเผชิญกับอำนาจของสิ่งนั้น “ท่านคือใคร... ท่านมาเพื่อทำลายเราหรือ?”

สิ่งนั้นไม่ตอบ แต่มันเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ ความร้อนแรงของมันทำให้ผลึกครามรอบข้างเริ่มละลาย ไมโลเห็นเงาร่างนั้นชัดขึ้น มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ประกอบขึ้นจากดวงดาวและแรงขับเคลื่อนของจักรวาล ความน่าเกรงขามของมันทำให้ไมโลอยากจะหลับตาลงและวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ขาทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อ

“พวกเจ้าติดอยู่ในยุคสมัยที่หมึกคือชีวิต และความทรงจำคือสิ่งแลกเปลี่ยน” ร่างนั้นขยับเข้าใกล้เซราฟิน่าจนแสงสว่างอาบไล้ไปทั่วร่างของเธอ “คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงินกล่าวถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระ... แต่พวกเจ้ากลับพยายามจะเยียวยาด้วยการยื้อยุดอดีตที่กำลังจะตาย”

“แล้วเราต้องทำอย่างไร!” เซราฟิน่าคำรามผ่านฟันที่ขบกันแน่น “ถ้าไม่มีอักขระ เราจะไม่เหลืออะไรเลย! แม้แต่ชื่อของตัวเอง!”

“เจ้าต้องเลิกซ่อมแซม... และเริ่มสร้างใหม่” ร่างนั้นเอื้อมมือที่ดูเหมือนทำจากแสงดาวมายังมือของเซราฟิน่าที่กำลังเปื้อนหมึกดำ “จงส่งผ่านเจตจำนง ไม่ใช่ลายเส้น”

ไมโลเห็นจังหวะสำคัญ เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ทั้งเซราฟิน่าและสิ่งลึกลับนี้จะปะทะกันจนถ้ำนี้พังทลาย เขาตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างเซราฟิน่าและร่างแห่งแสงนั้น

“อย่าทำร้ายเธอ!” ไมโลตะโกน มือเล็กๆ ของเขาเอื้อมไปแตะที่ขอบของแสงสีทองที่กำลังบิดเบี้ยว “ถ้าพี่เซราฟิน่าหายไป... โลกนี้ก็ไม่มีความหมายที่จะสร้างใหม่!”

ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ร่างแห่งแสงหยุดชะงัก ไมโลรู้สึกถึงกระแสพลังงานมหาศาลที่ไหลผ่านปลายนิ้ว มันไม่ได้ร้อนหรือเย็น แต่มันคือความรู้สึกของการ ‘ดำรงอยู่’ ที่รุนแรงจนเขาแทบเสียสติ เขาเห็นภาพนิมิตสั้นๆ ของโลกที่ไม่มีหมึกสีดำเลอะเทอะ แต่เป็นโลกที่ความทรงจำไหลเวียนอยู่ในอากาศเหมือนลมหายใจ

“เจ้า... เด็กน้อยผู้มีความสงสัยเป็นเข็มทิศ” ร่างนั้นก้มลงมองไมโล แววตาที่ดูเหมือนกาแล็กซีจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เจ้าจะร่วมมือกับเราหรือไม่? จะเป็นผู้ถือกุญแจสู่การเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ หรือจะเป็นเพียงธุลีที่จมหายไปกับอักขระที่ล่มสลาย?”

ไมโลมองไปที่เซราฟิน่า เธอเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาหันกลับมามองร่างแห่งแสงนั้น แม้ความกลัวจะยังคงสั่นประสาทอยู่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ไม่มีใครต้องสูญเสียตัวตนไปเพราะรอยเปื้อนหมึกนั้นมีมากกว่า

“ผม... ผมจะช่วย” ไมโลพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ “บอกวิธีมาสิ ว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร”

ร่างแห่งแสงขยายตัวออก แสงสีทองที่เคยบิดเบี้ยวเริ่มเปลี่ยนเป็นระลอกคลื่นที่นุ่มนวล มันไหลเข้าสู่มือของเซราฟิน่าและแผ่ซ่านเข้าสู่ตัวไมโล พลังงานนั้นไม่ได้ทำลายอักขระบนผิวหนังของพวกเขา แต่มันกำลัง ‘เปลี่ยน’ ฐานรากของมันไปโดยสิ้นเชิง

“มันคือการเริ่มต้น...” ร่างนั้นกระซิบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะค่อยๆ จางหายไปในอากาศ “การสร้างโลกใหม่... ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถูกจารึก แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้สึก”

ไมโลหอบหายใจ แสงในถ้ำเริ่มกลับมานิ่งสงบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคืออักขระบนแขนของเซราฟิน่า รอยเปื้อนสีดำไม่ได้หายไป แต่มันถูกห่อหุ้มด้วยเส้นแสงสีทองที่สว่างไสวและมั่นคง ราวกับมันไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่ถูกถักทอด้วยจิตวิญญาณ

เขามองออกไปที่ปากถ้ำ เห็นแสงสว่างจากภายนอกที่กำลังเปลี่ยนไป โลกที่เขาเคยรู้จักกำลังจะสิ้นสุดลง และสิ่งที่กำลังจะมาถึงคือบทแรกของหนังสือเล่มใหม่ที่ไม่มีใครเคยอ่านมาก่อน

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของหน่วยสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ก็ดังใกล้เข้ามาที่หน้าถ้ำ พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการให้เผาทำลายทุกสิ่งที่ ‘ไม่บริสุทธิ์’

--- ไมโลได้เผชิญหน้ากับร่างแห่งแสงลึกลับในถ้ำผลึกคราม และตัดสินใจร่วมมือกับมันเพื่อเรียนรู้วิธีสร้างพลังงานรูปแบบใหม่แทนการพึ่งพาอักขระแบบเดิม ท่ามกลางการคุกคามจากหน่วยสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังใกล้เข้ามา