← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 107ฟรี

ตอนที่ 107 — กุญแจหินที่แท่นจารึกใต้ดิน

“ไมโล นายแน่ใจนะว่าทางนี้ไม่ผิด?” เสียงของเซราฟิน่าดังแทรกผ่านม่านหมอกสีเทาจางๆ ของที่ราบสูงคีรีคราม เธอไม่ได้หันมามองเด็กหนุ่ม แต่ดวงตาที่แข็งกร้าวของเธอกวาดมองไปตามรอยแยกของผนังหินอย่างระแวดระวัง

“อคิราห์บอกว่ามันอยู่แถวนี้ครับ พี่เซราฟิน่า” ไมโลตอบพลางกระชับตะเกียงน้ำมันหมึกเวทมนตร์ในมือ แสงสีฟ้าอ่อนจากตะเกียงวูบไหวไปตามจังหวะการก้าวเดินของเขา “เขาบอกว่าถ้าเราหา ‘ผู้พิทักษ์’ เจอ เราอาจจะรู้วิธีหยุดโรคหมึกละลายได้”

“อคิราห์ก็พูดไปเรื่อย” เซราฟิน่าแค่นเสียงห้วน เธอหยุดเดินแล้วใช้มือลูบไปตามอักขระบนข้อมือตัวเอง—รอยจารึกที่เริ่มมีรอยจางคล้ายหยดน้ำหมึกที่ถูกน้ำชะล้าง “ถ้าผู้พิทักษ์มีจริง ทำไมสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ถึงไม่เคยเอ่ยถึง? ทำไมคัลลันถึงบอกว่าความทรงจำที่สูญหายคือชะตากรรมที่ต้องยอมรับ?”

ไมโลไม่ได้ตอบ เขาไม่ได้ต้องการเถียงเรื่องการเมืองของสภา เขาเพียงแต่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนที่ของแผ่นดินเหมือนที่อคิราห์เคยเจอ แต่มันคือจังหวะที่สม่ำเสมอ... เหมือนเสียงหัวใจที่เต้นช้าลงเรื่อยๆ

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ใต้หินผา กลิ่นของหมึกเก่าและแร่ธาตุอับชื้นอบอวลอยู่ในอากาศ จนกระทั่งแสงจากตะเกียงของไมโลไปตกกระทบกับวัตถุขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถงหิน

“นั่นมัน... อะไรน่ะ?” ไมโลอุทาน

มันไม่ใช่รูปปั้น แต่มันคือร่างของสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายมนุษย์ทว่ามีผิวหนังเป็นหินแกรนิตสีเข้ม ผิวของมันถูกสลักด้วยอักขระนับหมื่นเส้นที่พันรอบตัวเหมือนเถาวัลย์ แต่ละเส้นส่องแสงริบหรี่ราวกับถ่านที่กำลังจะมอดดับ ร่างนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน หัวก้มลงต่ำจนชิดอก ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กดทับจนหูอื้อ

“ผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำ...” เซราฟิน่าพึมพำ น้ำเสียงของเธอที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นเครือ “เขากำลังหลับอยู่”

ไมโลก้าวเข้าไปใกล้ พยายามจะมองหาอักขระที่ดูเหมือนจะเป็นจุดรวมพลัง แต่เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า “เขาไม่ตื่นเลยครับพี่ เขาเหมือน... เหมือนคนที่ลืมวิธีหายใจไปแล้ว”

“อย่าเข้าไปใกล้กว่านั้น!” เซราฟิน่าสั่งพลางคว้าไหล่เด็กหนุ่ม “ถ้าอักขระบนตัวเขาสลายไปเพราะเราไปรบกวน ความทรงจำทั้งหมดที่เขาแบกไว้จะระเบิดออกมาใส่เรา หรือไม่ก็หายไปในหมอกนั่นตลอดกาล”

ไมโลชะงัก เขาจ้องมองรอยแตกบนผิวหินของผู้พิทักษ์ รอยแตกเหล่านั้นไม่ใช่ความเสียหายตามธรรมชาติ แต่มันคือ 'โรคหมึกละลาย' ที่กำลังกัดกินอักขระจารึก รอยเปื้อนสีดำที่ไร้รูปทรงกำลังลามจากปลายเท้าขึ้นมาถึงหน้าอกของร่างหินนั้น

“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เขาก็จะกลายเป็นแค่ก้อนหินไร้ค่า” ไมโลพูด เสียงของเขาเบาแต่หนักแน่น “และถ้าเขาหายไป ความรู้เรื่องการรักษาอักขระก็จะหายไปด้วย”

“แล้วนายจะทำยังไง? นายมีหมึกเวทมนตร์ระดับสูงเหรอ?” เซราฟิน่าถามอย่างประชดประชัน

ไมโลไม่ได้ตอบ แต่เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่แท่นหินด้านหน้าผู้พิทักษ์ มีร่องลึกที่ดูเหมือนรอยจารึกที่ยังเขียนไม่เสร็จ มันเป็นช่องว่างที่รอการเติมเต็ม เขาไม่ได้มองหาหมึก แต่เขามองหา 'แรงสั่นสะเทือน' เหมือนที่อคิราห์เคยสอน

เขาวางมือลงบนพื้นหินที่เย็นเยียบ หลับตาลง และพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับจังหวะที่ช้าผิดปกติของห้องนี้ เขาไม่ได้พยายามจะ 'สั่ง' ให้อักขระทำงาน แต่เขาพยายามจะ 'ฟัง'

ตึก... ตึก...

เสียงนั้นดังขึ้นในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียงจากหู แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านกระดูก

“มันไม่ได้ขาดหมึก...” ไมโลพึมพำ “มันขาดจังหวะ”

เขาลุกขึ้นแล้วเริ่มใช้นิ้วมือลากไปตามร่องหินบนแท่น ไม่ใช่การเขียนอักขระด้วยความแม่นยำแบบที่สภาจารึกสอน แต่เป็นการขยับนิ้วตามแรงสั่นสะเทือนที่เขาสัมผัสได้ เขาเคลื่อนไหวเหมือนกำลังเต้นรำไปตามเสียงเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน

“ไมโล! นายทำบ้าอะไรน่ะ! หยุดเดี๋ยวนี้!” เซราฟิน่าตะโกนเตรียมจะพุ่งเข้าไปฉุดเขาออก

แต่เธอก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นว่ารอยเปื้อนหมึกที่กำลังกัดกินร่างหินนั้นเริ่มขยับ

นิ้วของไมโลลากผ่านร่องสุดท้าย แสงสีฟ้าจากตะเกียงในมือเขาสั่นระริก ก่อนที่แสงสีเงินจางๆ จะเริ่มไหลออกมาจากรอยแยกของแท่นหิน มันไม่ใช่แสงที่สว่างจ้า แต่เป็นแสงที่นุ่มนวลและต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ แสงนั้นไหลเข้าสู่รอยแตกบนตัวผู้พิทักษ์

ครืนนนน...

เสียงหินเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหว ร่างหินที่เคยนิ่งสงบเริ่มขยับเขยื้อน อักขระที่เคยจางหายไปเริ่มกลับมาคมชัดและเปล่งประกายสีเงินยวง

ดวงตาของร่างหินนั้นเปิดขึ้น มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ แต่เป็นดวงตาที่ประกอบด้วยดวงดาวนับล้านดวงที่หมุนวนอยู่ในความมืดมิด

“เจ้า... ผู้ถือครองจังหวะใหม่...” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากปาก แต่ดังขึ้นในจิตวิญญาณของไมโลโดยตรง

ไมโลทรุดเข่าลงด้วยความตกตะลึง ร่างกายของเขาสั่นเทาจากการเชื่อมต่อที่รุนแรงเกินคาดคิด

“เจ้าได้ปลุกข้าด้วยการไม่พยายามครอบครอง” ผู้พิทักษ์กล่าว ร่างหินนั้นค่อยๆ ยืดตัวขึ้น แสงสีเงินแผ่ซ่านออกมาจนทำให้ห้องโถงที่มืดมิดสว่างไสวราวกับกลางวัน “ในยุคที่อักขระถูกพันธนาการด้วยความแข็งกร้าว และคำทำนายแห่งดวงดาวสีเงินเริ่มสั่นไหว... เจ้าคือผู้ที่มองเห็นความลื่นไหลในความนิ่งสงบ”

“ผม... ผมแค่ต้องการช่วย...” ไมโลละล่ำละลัก

“การช่วยนั้นมีราคา” ผู้พิทักษ์ยื่นมือที่ทำจากหินแกรนิตมาตรงหน้าไมโล “ข้าจะมอบความรู้ที่สภาจารึกไม่เคยได้รับอนุญาตให้รู้ ความรู้ที่จะเปลี่ยนรอยเปื้อนให้กลายเป็นลายเส้นใหม่ ความรู้ที่จะปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต

แต่เมื่อเจ้าได้รับมันแล้ว ความทรงจำของเจ้าจะไม่ใช่ของเจ้าเพียงคนเดียวอีกต่อไป เจ้าจะแบกรับเสียงของโลกไว้ในทุกจังหวะที่หัวใจเต้น เจ้าจะรับคำสัญญานี้หรือไม่?”

ไมโลมองไปที่เซราฟิน่าที่ยืนอึ้งอยู่ด้านหลัง แล้วมองกลับไปที่มือของร่างหินที่ส่องประกายดุจดวงดาว เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่จะหยุดยั้งความสูญเสียที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เขายื่นมือที่สั่นเทาไปแตะที่ปลายนิ้วหินนั้น

ทันทีที่สัมผัส ข้อมูลมหาศาลก็พุ่งทะลักเข้าสู่สมองของเขาเหมือนเขื่อนที่พังทลาย ภาพของอักขระที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ภาพของโลกที่ไม่ได้ประกอบด้วยหินแต่ประกอบด้วยแรงสั่นสะเทือน และความลับของหมึกที่แท้จริง

ไมโลกรีดร้องออกมาโดยไม่มีเสียง ขณะที่แสงสีเงินพุ่งเข้าสู่หน้าอกของเขา เชื่อมต่อจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มเข้ากับความรู้โบราณที่ถูกลืมเลือน

--- ไมโลค้นพบผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำที่กำลังหลับใหลและถูกกัดกินด้วยโรคหมึกละลาย เขาใช้การสัมผัสผ่านแรงสั่นสะเทือนแทนการจารึกแบบเดิมเพื่อปลุกผู้พิทักษ์ให้ตื่นขึ้น และยอมรับพันธสัญญาในการรับความรู้โบราณที่แลกมาด้วยการแบกรับความทรงจำของโลก