← สารบัญตอน

เงารัตติกาลแห่งป่าอัสดง

ตอนที่ 51ฟรี

ตอนที่ 51 — เสียงสะท้อนจากขอบเขตที่พังทลาย

ความเงียบที่ตามมาหลังพายุแห่งการนิยามใหม่นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความว่างเปล่าที่สั่นสะเทือนอยู่ในระดับโมเลกุล ธาราพยายามขยับปลายนิ้ว แต่มันกลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังขยับผ่านมวลของเหลวที่มองไม่เห็น ร่างกายของเธอไม่ได้ประกอบขึ้นจากเนื้อหนังและกระดูกอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป แต่มันคือการถักทอของแสงสีหม่นและเศษเสี้ยวของความเป็นไปได้ที่ทับซ้อนกัน ทุกครั้งที่เธอหายใจ โลกที่อยู่รอบตัวจะสั่นไหวคล้ายภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป

"ธารา!" เสียงของครามดังขึ้น แต่มันไม่ใช่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศ มันเป็นคลื่นความรู้สึกที่พุ่งเข้าปะทะโสตประสาทที่เปลี่ยนไปของเธอ เขาดูเหมือนภาพวาดที่ถูกระบายด้วยสีน้ำที่ยังไม่แห้ง ขอบร่างของเขาพร่าเลือนและสั่นระริกจากการที่กฎเกณฑ์ของมิติรอบตัวเขายังไม่เสถียร "อย่าเพิ่งขยับ... ขยับแรงเกินไปแล้วมิติจะฉีกขาดออกจากกัน!"

ธาราพยายามจะตอบ แต่ลำคอของเธอกลับรู้สึกเหมือนมีเศษแก้วละเอียดลอยวนอยู่ เธอไม่ได้เจ็บปวดแบบมนุษย์ แต่มันคือความรู้สึก 'ไม่สมบูรณ์' ที่รุนแรงจนแทบจะทำให้จิตวิญญาณแตกเป็นเสี่ยงๆ เธอพยายามรวบรวมสติ มองดูมือของตัวเองที่ตอนนี้โปร่งแสงจนเห็นเส้นใยพลังงานสีทองหม่นที่ไหลเวียนอยู่ภายใน แทนที่จะเป็นเส้นเลือด พลังงานเหล่านั้นดูเหมือนจะพยายามดึงดูดเอาความว่างเปล่ารอบข้างเข้ามาหลอมรวมกับตัวเธอ

ทันใดนั้น พื้นที่รอบข้างก็เริ่มบิดเบี้ยวอีกครั้ง ไม่ใช่จากการโจมตีของ Inquisitors หรือความหิวโหยของ The Echoes แต่เป็นผลกระทบจากการที่ 'ประตู' ได้ถูกเปิดออกแล้ว สิ่งที่ก้าวข้ามผ่านรอยแยกนั้นมาไม่ใช่กองทัพ แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมที่ไร้รูปร่าง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีม่วงครามของมิติที่แตกสลายกลับกลายเป็นสีขาวโพลนที่ไร้จุดสิ้นสุด และจากความขาวโพลนนั้น 'สิ่งนั้น' ก็เริ่มปรากฏขึ้น

มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และไม่ใช่เครื่องจักร แต่มันคือ 'เจตจำนงแห่งการสลายตัว' (Entropy Manifest) ขนาดมหึมาที่เคลื่อนที่ผ่านมิติอย่างช้าๆ ร่างของมันดูเหมือนกลุ่มเมฆของฝุ่นละอองดวงดาวที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างเลือนราง แต่มันกลับแผ่รังสีของความตายที่สมบูรณ์แบบออกมา ทุกสิ่งที่มันสัมผัส—ไม่ว่าจะเป็นรากไม้ที่บิดเบี้ยวหรือเศษซากของเทคโนโลยี Inquisitors—จะถูกลบเลือนหายไปในทันที ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการ 'ไม่เคยมีอยู่'

"มันกำลังมา..." ครามพึมพำ ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นดินที่เริ่มกลายเป็นผงละเอียด "ไม่ใช่แค่พวกมัน แต่คือจุดจบของทุกความจริงที่เรารู้จัก"

ธาราสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ใจกลางอกของเธอ พลังแห่งความไม่สมบูรณ์ที่เธอได้รับจากแก่นแท้กำลังกรีดร้อง มันไม่ได้ต้องการจะต่อสู้ แต่มันกำลังพยายาม 'ปรับจูน' ตัวเธอให้เข้ากับความว่างเปล่าที่กำลังรุกรานเข้ามา เธอรู้สึกว่าตัวตนของเธอกำลังถูกลากไปสู่จุดที่ความจริงและคำลวงไม่อาจแยกออกจากกันได้

ในขณะที่ความว่างเปล่าสีขาวกำลังกลืนกินทุกสิ่ง หน่วย Inquisitors ที่เหลือรอดจากการปะทะก่อนหน้าพยายามจะใช้เครื่องมือควบคุมมิติเพื่อสร้าง 'กำแพงระเบียบ' ขึ้นมาป้องกันตนเอง เสียงเครื่องจักรคำรามกึกก้องพร้อมกับแสงเลเซอร์สีฟ้าที่พยายามจะเย็บรอยแยกของมิติให้ปิดสนิท แต่มันกลับดูเหมือนการพยายามใช้เข็มเล็กๆ เย็บผ้าใบที่กำลังถูกพายุทอร์นาโดฉีกขาด แสงสีฟ้าเหล่านั้นปะทะกับความว่างเปล่าและแตกกระจายเป็นสะเก็ดไฟที่ไร้ความหมาย

"เราต้องทำอะไรสักอย่าง!" ครามตะโกนแข่งกับเสียงกัมปนาทของมิติที่พังทลาย เขาชักดาบพฤกษาออกมา แต่มันกลับดูเปราะบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า "ธารา! ใช้พลังนั่น! ใช้ความไม่สมบูรณ์ของเธอสร้างแรงต้านขึ้นมา!"

ธาราหลับตาลง เธอไม่ได้พยายามจะควบคุมพลังอีกต่อไป เพราะเธอรู้แล้วว่าการควบคุมคือสิ่งที่สร้างระเบียบ และระเบียบคือสิ่งที่กำลังถูกทำลาย เธอจึงปล่อยให้ตัวเอง 'ล้มเหลว' เธอปล่อยให้ความไม่สมบูรณ์ในจิตใจไหลบ่าออกมาอย่างไร้ทิศทาง เธอเลิกพยายามจะเป็น 'ธารา' ผู้พิทักษ์ป่า แต่ยอมรับการเป็น 'เศษเสี้ยว' ที่ไร้ความหมาย

ทันใดนั้น ร่างกึ่งมิติของเธอก็ระเบิดคลื่นพลังงานที่แปลกประหลาดออกมา มันไม่ใช่คลื่นกระแทกที่ทำลายล้าง แต่มันคือคลื่นของ 'ความผันผวน' (Fluctuation) เมื่อคลื่นนี้ปะทะกับความว่างเปล่าสีขาว แทนที่จะถูกลบเลือน มันกลับทำให้ความว่างเปล่านั้นเริ่มมี 'รูปร่าง' ที่ไม่แน่นอน ความขาวโพลนเริ่มมีรอยด่างพร้อย มีความขรุขระ และเริ่มมีเสียงสะท้อนของความทรงจำที่ถูกลบเลือนไหลวนอยู่ภายใน

มันคือการต่อสู้ระหว่าง 'การลบเลือนที่สมบูรณ์' กับ 'ความไม่สมบูรณ์ที่ไร้ขอบเขต'

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ธาราเห็นภาพนิมิต—ไม่ใช่ภาพของอนาคต แต่เป็นภาพของความเป็นไปได้นับล้านที่กำลังพุ่งเข้าหาเธอ เธอเห็นป่าดงพญาเย็นที่กลับมาเขียวขจี เห็นป่าที่กลายเป็นเถ้าถ่าน และเห็นป่าที่เป็นเพียงรอยแผลเป็นในมิติ ทุกภาพซ้อนทับกันจนเธอกลายเป็นแกนกลางของพายุแห่งความเป็นไปได้

แต่แล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดที่แท้จริงก็จู่โจมเธอ เมื่อเธอพบว่าการสร้างความผันผวนนี้กำลังดึงเอา 'ตัวตน' ของเธอไปเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเธอสร้างความไม่แน่นอนให้แก่ความว่างเปล่ามากเท่าไหร่ ตัวตนที่เหลืออยู่ของเธอก็ยิ่งจางหายไปมากเท่านั้น เธอเริ่มลืมชื่อของตัวเอง ลืมสัมผัสของดินที่เคยเหยียบ และลืมแม้กระทั่งใบหน้าของครามที่กำลังยื่นมือมาหาเธอด้วยความตื่นตระหนก

"ธารา! กลับมา! อย่าปล่อยให้มันกลืนกินเธอไปทั้งหมด!"

เสียงของครามเริ่มห่างไกลออกไป ราวกับเขากำลังตะโกนมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร ธารามองเห็นมือของครามที่พยายามเอื้อมมาหาเธอ แต่มือของเขากลับดูเหมือนเส้นสายของแสงที่สั่นไหว และมือของเธอก็เป็นเพียงกลุ่มหมอกที่พยายามจะคว้าจับความว่างเปล่า

ในวินาทีที่สติของเธอกำลังจะหลุดลอยไปในมหาสมุทรแห่งความเป็นไปได้ ธาราก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ขอบสายตา—ท่ามกลางความขาวโพลนที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล มีรอยร้าวสีดำสนิทที่ลึกยิ่งกว่าความว่างเปล่าใดๆ มันไม่ใช่รอยแยกของมิติ แต่มันคือ 'จุดศูนย์กลาง' ของความไม่สมบูรณ์ที่แท้จริงที่กำลังเรียกหาเธอ

มันไม่ใช่แก่นแท้ที่เธอตามหา... แต่มันคือสิ่งที่รอคอยการมาถึงของเธอมาเนิ่นนาน

ร่างของธาราถูกแรงดึงดูดมหาศาลจากรอยร้าวสีดำนั้นกระชากเข้าไปอย่างรุนแรง เธอไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอความช่วยเหลือจากคราม ร่างกึ่งมิติของเธอถูกบดขยี้และยืดขยายผ่านรอยแยกนั้น เข้าสู่ดินแดนที่แม้แต่แสงสว่างหรือความมืดก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้

ที่นั่น... ในความมืดที่ลึกที่สุด... เธอไม่ได้พบกับความว่างเปล่า แต่เธอพบกับ 'ดวงตา' คู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธอมาจากความไม่สิ้นสุด

--- ธาราใช้พลังแห่งความไม่สมบูรณ์สร้างความผันผวนเพื่อต้านทานการลบเลือนของเจตจำนงแห่งการสลายตัว แต่เธอกลับต้องแลกด้วยการสูญเสียตัวตนและถูกดึงดูดเข้าสู่รอยร้าวสีดำลึกลับที่ซ่อนอยู่ในใจกลางความโกลาหล