ตอนที่ 4 — พายุแห่งโทสะและรอยร้าวในศรัทธา
กลิ่นไหม้ของยางไม้ที่ถูกแผดเผาด้วยความร้อนแรงของพลังงานมหาศาลยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ผสมปนเปไปกับกลิ่นดินชื้นที่ถูกขยับเขยื้อนจากการระเบิด ธารายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเศษซากของพุ่มไม้และใบไม้ที่กลายเป็นเถ้าสีเทา เสียงหึ่งๆ ในหูของเธอยังไม่จางหายไป มันไม่ใช่เสียงความเงียบ แต่มันคือเสียงกรีดร้องของป่าที่ดังสนั่นอยู่ในจิตวิญญาณของเธอ ทุกครั้งที่เธอหลับตา ภาพของรากไม้ที่บิดเบี้ยวและแสงเรืองรองที่ดับวูบลงราวกับดวงดาวที่ถูกกลืนกินยังคงตามหลอกหลอน
“มันไม่ใช่ความผิดของเรา!” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและโกรธแค้นดังขึ้นจากด้านหลัง
ธาราหันไปมอง 'สิงห์' พรานป่าร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้ม เขากำลังกำด้ามมีดสั้นในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของเขาไม่ได้มองมาที่เธอด้วยความเคารพเหมือนเมื่อก่อน แต่มันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตำหนิ “เราเตือนเจ้าแล้วธารา ว่าอย่าไปแตะต้องพวกมันด้วยมนตราของเจ้า! ดูสิ่งที่เจ้าทำสิ! ป่ากำลังคลั่ง และมันกำลังจะฆ่าเราทุกคน!”
“ป่าไม่ได้คลั่งสิงห์ ป่ากำลังปกป้องตัวเอง!” ธาราพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นพร่า แม้ในอกจะรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับไว้ “ถ้าเราไม่หยุดพวกนักสำรวจนั่น พวกเขาจะขุดลึกลงไปถึงหัวใจของป่า และเมื่อนั้นทุกอย่างจะสายเกินไป”
“สายเกินไปงั้นหรือ?” พรานป่าอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบ ชื่อของเขาคือ ‘เมฆ’ ชายหนุ่มที่เคยเป็นศิษย์เอกของพรานอาวุโส บัดนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือด “เจ้าดูต้นไทรพันปีนั่นสิธารา มันกำลังขยับรากเข้าหาหมู่บ้านเรา! มันไม่ได้ปกป้องเรา แต่มันกำลังจะกินเรา! พลังของธรรมชาติที่เจ้าเคารพนักหนา บัดนี้มันกลายเป็นสัตว์ร้ายที่หิวกระหายไปแล้ว!”
ธารามองไปตามนิ้วที่สั่นเทาของเมฆ เธอมองเห็นยอดไม้ขนาดมหึมาที่เคยแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา บัดนี้มันกำลังไหวเอนอย่างผิดธรรมชาติ แม้จะไม่มีลมพัดแรง รากไม้ขนาดใหญ่ที่เคยฝังตัวอยู่อย่างสงบใต้ผิวดินกลับค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาเหนือพื้นดินราวกับงูยักษ์ที่กำลังตื่นจากการหลับใหล แสงเรืองรองสีเขียวมรกตที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น บัดนี้กลับกลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของพสุธา
“ฟังฉันก่อน!” ธาราก้าวไปข้างหน้า พยายามจะสื่อสาร แต่พรานป่ากลุ่มหนึ่งกลับถอยกรูด
“ไม่! เราจะไม่ยอมตายเพราะความดื้อรั้นของเจ้า” สิงห์คำราม “เราจะรวบรวมคนไปที่ถ้ำศิลาขาว เราจะขุดทางหนีออกจากเขตป่าชั้นในนี้ ป่านี้ไม่ใช่บ้านของเราอีกต่อไปแล้ว มันคือกับดัก!”
คำพูดของสิงห์เหมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของธารา ความแตกแยกที่เธอพยายามจะประสาน กลับกลายเป็นรอยร้าวที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มพรานที่เคยล่าสัตว์ด้วยกัน แบ่งปันอาหารและเรื่องเล่าใต้แสงจันทร์ บัดนี้กำลังแยกตัวออกเป็นฝักเป็นฝ่าย บ้างก็อยากจะสู้เพื่อป่า บ้างก็อยากจะหนีเอาตัวรอด และบ้างก็เริ่มมองว่ามนตราของเธอคือสาเหตุของหายนะ
ครามวิ่งฝ่าพุ่มไม้ที่ไหม้เกรียมเข้ามาหาเธอ ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดิน “ธารา! เราต้องไปแล้ว พวกนักสำรวจ... พวกเขาไม่ได้หนีไปไหน! การระเบิดนั่นทำให้เครื่องจักรของพวกเขาเสีย แต่มันกลับปลุกบางอย่างในผลึกยางไม้ขึ้นมา!”
“บางอย่างงั้นหรือ?” ธาราถาม เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
“ฉันไม่รู้... แต่มันคือพลังงานที่บิดเบี้ยว มันไม่ได้ดูเหมือนธรรมชาติที่เรารู้จัก แต่มันดูเหมือน... ความว่างเปล่าที่กำลังดูดกลืนทุกอย่าง” ครามพูดพลางหอบหายใจ “และพวกมันกำลังใช้พลังงานนั้นสร้างอาวุธใหม่ เครื่องจักรของพวกมันเริ่มมีแสงสีม่วงประหลาดวิ่งพล่านอยู่ตามสายพาน”
ธาราสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แล่นพล่านไปตามสันหลัง หากกลุ่มพรานป่าแตกแยกกันแบบนี้ เธอจะไม่มีวันรวมพลังเพื่อต้านทานสิ่งที่กำลังจะมาถึงได้เลย และหากกลุ่มนักสำรวจพบวิธีควบคุมพลังงานที่บิดเบี้ยวจากผลึกยางไม้ได้ ป่าดงพญาเย็นจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ป่าที่ถูกทำลาย แต่มันจะกลายเป็นสุสานของทุกชีวิต
“คราม พาฉันไปที่จุดที่ระเบิดเกิดขึ้นล่าสุด” ธาราสั่งการ สายตาของเธอเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่น่าเกรงขาม “ฉันต้องไปฟังเสียงของรากไม้ที่ถูกทำลาย ฉันต้องรู้ว่าป่ากำลังพยายามบอกอะไรเรากันแน่”
“แต่สิงห์กับคนอื่นๆ...”
“ปล่อยพวกเขาไปก่อน” ธารากล่าว “ถ้าพวกเขาเลือกที่จะหนี ก็ปล่อยให้เขาหนี แต่ถ้าพวกเขาต้องการรอดชีวิตจริงๆ พวกเขาจะต้องกลับมาหาฉันเมื่อความจริงปรากฏ”
ทั้งสองลอบหลบเลี่ยงกลุ่มพรานที่กำลังวุ่นวายกับการเก็บข้าวของเตรียมอพยพ พวกเขาเดินทางผ่านเส้นทางที่เคยคุ้นเคย แต่บัดนี้กลับดูแปลกตาไป รากไม้ที่โผล่พ้นดินดูเหมือนจะพยายามขัดขวางการเดินทางของพวกเขา ทุกครั้งที่เท้าเหยียบลงบนพื้นดินที่สั่นสะเทือน ธาราจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า มันคือความโกรธแค้นที่ไร้ทิศทางของธรรมชาติ
เมื่อถึงจุดที่เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ธาราต้องหยุดชะงัก ภาพตรงหน้าคือหลุมลึกขนาดมหึมาที่เกิดจากการขุดเจาะลึกลงไปในชั้นหินศักดิ์สิทธิ์ ที่ก้นหลุมนั้น ผลึกยางไม้ (sap-crystal) ขนาดใหญ่ที่เคยเปล่งแสงนวลตา บัดนี้กลับมีรอยแตกร้าว และมีกลุ่มควันสีม่วงเข้มพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ควันเหล่านั้นไม่ได้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตามกฎธรรมชาติ แต่มันกลับเคลื่อนที่อย่างมีชีวิต คล้ายกับกลุ่มหมอกที่กำลังคืบคลานเข้าหาเครื่องจักรเหล็กกล้าของพวกนักสำรวจ
“ดูนั่น!” ครามชี้ไปที่แนวชายป่า
ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุม กลุ่มนักสำรวจไม่ได้ดูเหมือนผู้บุกรุกที่ตื่นตระหนกอีกต่อไป พวกเขาสวมชุดเกราะที่ดูแข็งแกร่งขึ้น และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่รอบหลุมระเบิดเริ่มทำงานอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์กลไกปกติ มันเป็นเสียงครางหึ่งที่ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณ แสงสีม่วงจากผลึกยางไม้ถูกดึงดูดเข้าสู่แกนกลางของเครื่องจักรเหล่านั้น เปลี่ยนจากพลังงานธรรมชาติให้กลายเป็นพลังงานที่บิดเบี้ยวและรุนแรง
ธาราทรุดเข่าลงข้างหลุม เธอวางฝ่ามือลงบนพื้นดินที่ร้อนระอุ พยายามจะ 'ฟัง' อย่างสุดกำลัง เธอไม่ได้ฟังแค่เสียงใบไม้หรือเสียงลมอีกต่อไป แต่เธอพยายามจะฟังเสียงของ 'ความเจ็บปวด' ที่กำลังกลายเป็น 'ความแค้น'
‘จงทำลาย... จงลบเลือน... จงคืนสู่ความว่างเปล่า...’
เสียงที่เธอได้ยินไม่ใช่เสียงของป่าดงพญาเย็นที่เธอรู้จัก แต่มันคือเสียงสะท้อนของพลังงานที่ผิดเพี้ยนซึ่งกำลังแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของป่า มันคือเสียงของความตายที่กำลังพยายามจะกลืนกินชีวิต
“ธารา! ถอยออกมา!” ครามตะโกนลั่น เมื่อเห็นว่าพื้นดินรอบตัวพวกเขากำลังเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ทันใดนั้น เครื่องจักรของพวกนักสำรวจก็ปล่อยลำแสงสีม่วงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันไม่ได้ทำลายต้นไม้ แต่มันกำลัง 'ดูด' เอาแสงเรืองรองจากพฤกษาไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดเริ่มเหี่ยวเฉาและกลายเป็นสีดำในชั่วพริบตา รากไม้ที่เคยพยายามจะปกป้องป่ากลับถูกพลังงานสีม่วงนั้นพันธนาการและบีบอัดจนแตกสลาย
ธาราลุกขึ้นยืน ดวงตาของเธอสั่นระริกด้วยความกลัวที่ผสมปนเปกับความโกรธ เธอตระหนักแล้วว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องดินแดน แต่มันคือการต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นจริงของโลกใบนี้ไว้ไม่ให้ถูกความว่างเปล่ากลืนกิน
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง...” เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะที่มองเห็นเงาของนักสำรวจกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา พร้อมกับอาวุธที่ส่องแสงสีม่วงน่าสยดสยอง
ปมใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของธารา: หากป่าเริ่มสูญเสียตัวตนและเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่น่ากลัวเสียเอง เธอจะยังสามารถใช้พลังแห่งพฤกษาเพื่อปกป้องมันได้หรือไม่? หรือเธอจะต้องกลายเป็นผู้นำทางให้แก่ความพินาศที่เธอกำลังพยายามต่อต้านอยู่กันแน่?
--- ท่ามกลางความแตกแยกของกลุ่มพรานป่าที่เริ่มหวาดกลัวโทสะของธรรมชาติ ธาราและครามได้พบความจริงที่น่าสยดสยองว่ากลุ่มนักสำรวจเริ่มใช้พลังงานที่บิดเบี้ยวจากผลึกยางไม้มาขับเคลื่อนเครื่องจักร ซึ่งกำลังดูดกลืนจิตวิญญาณของป่าไปสู่ความว่างเปล่า