ตอนที่ 16 — สงครามแห่งความจริงและรอยแยกแห่งนิรันดร์
เสียงคำรามของความว่างเปล่าไม่ได้เป็นเพียงเสียงที่ผ่านหู แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กรีดลึกลงไปในระดับจิตวิญญาณ ธาราทรงตัวอยู่บนขอบเหวแห่งการดำรงอยู่ ความรู้สึกของร่างกายเริ่มพร่าเลือนเหมือนภาพวาดที่ถูกพู่กันเปียกชุ่มจุ่มสีดำลบเลือนทิ้ง เธอเห็นแสงสีเขียวจางๆ ของ Warden ที่กำลังถูกกระชากออกไปเหมือนเส้นใยด้ายที่ถูกดึงออกจากผืนผ้า ผสานกับแสงสีม่วงครามที่บิดเบี้ยวจากรอยแยกมิติที่กำลังฉีกกระชากท้องฟ้าและผืนดินให้ขาดออกจากกัน
“มันมาแล้ว...” เสียงของเธอแหบพร่าและจมหายไปในพายุแห่งความโกลาหล ครามอยู่ไม่ไกลนัก เขาพยายามยึดเกาะเศษซากของโถงรากไม้ที่กำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในแรงดึงดูดที่ผิดเพี้ยน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบดินและเหงื่อที่ผสมกับละอองพลังงานสีดำที่โปรยปรายลงมาเหมือนหิมะแห่งความตาย ตาของเขาจ้องมองไปยังสิ่งลี้ลับขนาดมหึมาที่กำลังก้าวข้ามผ่านรอยแยกออกมา ร่างของมันไม่ได้มีรูปร่างที่แน่นอน มันคือการรวมตัวกันของความมืดและเศษเสี้ยวของความจริงที่ถูกบิดเบือน ทุกครั้งที่มันขยับ พื้นที่รอบข้างจะสั่นสะเทือนและสลายกลายเป็นความว่างเปล่า
ธารารู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น การพยายามสร้างกำแพงกั้นระหว่างสองโลกด้วยพลังพฤกษาเพียงอย่างเดียวไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของความว่างเปล่าได้ เธอต้องทำในสิ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณของนักพรานป่า—เธอต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังทำลายล้างเธอ เธอหลับตาลง ปล่อยให้กระแสจิตที่เคยใช้ 'ฟังเสียงใบไม้' เปลี่ยนเป็นการ 'ฟังเสียงความเงียบ' ของความว่างเปล่า เธอไม่ได้พยายามผลักไสความมืด แต่เธอเปิดรับมันเข้ามาในช่องว่างระหว่างลมหายใจ
“ธารา! อย่าทำแบบนั้น!” ครามตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวเริ่มมีเงาสีดำพาดผ่านผิวหนัง ราวกับว่าเงาเหล่านั้นกำลังชอนไชเข้าไปในเซลล์ทุกเซลล์ของเธอ แต่เสียงของเขาดังมาไม่ถึงจิตใต้สำนึกของเธออีกต่อไป
ในมโนสำนึกของธารา เธอพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความไม่เป็นนิรันดร์ ที่นี่ไม่มีทิศเหนือหรือใต้ ไม่มีบนหรือล่าง มีเพียงความรู้สึกของการถูกลบเลือน เธอเห็นภาพความทรงจำของป่าดงพญาเย็นไหลผ่านไปเหมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก—เห็นต้นไม้ขนาดมหึมาที่กำลังกรีดร้องผ่านระบบราก เห็นสัตว์ป่าที่วิ่งหนีหายไปในเงามืด และเห็นความพยายามอันโง่เขลาของมนุษย์ที่พยายามจะกักเก็บสิ่งที่ไม่สามารถกักเก็บได้
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดมหาศาลก็แล่นเข้าสู่โสตประสาท มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากการที่ 'ตัวตน' กำลังถูกตีความใหม่ เธอรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังกลายเป็นกิ่งก้านที่เปราะบางซึ่งกำลังถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล และในขณะเดียวกันก็ถูกยืดขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมสิ่งลี้ลับเหล่านั้นถึงพยายามข้ามมา—ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อหา 'จุดยึดเหนี่ยว' เพื่อทำให้ความว่างเปล่ามีความหมาย และตัวเธอเอง... คือสะพานที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกที่เธอเห็นไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไป ดวงตาของเธอไม่ได้มองเห็นเพียงแค่สีเขียวของใบไม้หรือสีน้ำตาลของดิน แต่มันเห็นเส้นใยแห่งพลังงานที่ถักทอทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน เธอเห็นสายใยที่เชื่อมโยงระหว่างเครื่องจักรขุดเจาะที่กำลังคำรามอย่างบ้าคลั่ง กับหัวใจของ Warden ที่กำลังเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว และเห็นเส้นด้ายสีดำทมิฬที่พุ่งตรงมาจากรอยแยกมิติ
“ข้าได้ยินเจ้าแล้ว...” ธารากระซิบกับความว่างเปล่า เธอไม่ได้คุยกับสิ่งมีชีวิต แต่คุยกับกฎเกณฑ์ที่กำลังบิดเบี้ยว เธอขยับมือที่สั่นเทาขึ้นไปกลางอากาศ รากไม้สีทองเรืองรองที่เคยอ่อนแรงจากการถูกสูบพลัง กลับพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินที่แตกสลาย แต่มันไม่ใช่รากไม้ธรรมดา มันคือรากไม้ที่ถักทอด้วยความมืดมิดที่เธอเพิ่งได้รับมา เป็นการผสมผสานระหว่างพลังแห่งพฤกษาและพลังแห่งความว่างเปล่า
ร่างของเธอพุ่งทะยานขึ้นสู่ใจกลางของรอยแยกมิติ ราวกับถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็กลึกลับ ครามพยายามจะคว้ามือเธอไว้ แต่พลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวเธอนั้นรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะต้านทานได้ เขาทำได้เพียงมองดูหญิงสาวที่เขาพึ่งพิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและศรัทธา
ที่ใจกลางรอยแยก เครื่องจักรขุดเจาะของนักสำรวจเริ่มเสียการควบคุม มันหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พลังงานจากผลึกยางไม้ที่ถูกขุดขึ้นมาเกิดปฏิกิริยาต่อต้านกับพลังงานจากความว่างเปล่า เกิดเป็นระเบิดแสงที่สลับระหว่างความสว่างจ้าและความมืดมิดสนิท สิ่งลี้ลับขนาดมหึมาส่งเสียงคำรามที่ไม่ได้เกิดจากลำคอ แต่เกิดจากการบิดเบี้ยวของมิติรอบตัวมัน ร่างเงาของมันเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น—มันดูคล้ายกับรากไม้ที่ถูกเคลือบด้วยแก้วสีดำที่สะท้อนภาพความว่างเปล่าไว้ข้างใน
ธาราเข้าถึงจุดกึ่งกลางของความขัดแย้งนั้น เธอไม่ได้พยายามหยุดเครื่องจักร แต่เธอพยายาม 'เปลี่ยนทิศทาง' ของพลังงาน เธอใช้พลังของ Warden ที่เหลือเพียงน้อยนิดมาเป็นตัวนำทาง แล้วใช้ความว่างเปล่าที่เธอหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
“จงกลับคืนสู่ความเงียบ... หรือจงกลืนกินความจริงนี้เสียให้สิ้น!” เธอประกาศกร้าวในใจ
พลังงานมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเธอ เกิดเป็นวงแหวนแห่งแสงสีเขียวและสีดำที่ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มันปะทะกับคลื่นกระแทกจากรอยแยกมิติ เกิดเป็นคลื่นความร้อนและแรงกดดันที่ทำให้พื้นดินรอบๆ พังทลายลงไปในเหวลึกอีกครั้ง เครื่องจักรขุดเจาะที่เคยดูแข็งแกร่งกลับบิดเบี้ยวราวกับเป็นเพียงขี้ผึ้งที่ถูกไฟลน มันเริ่มถูกดูดกลืนเข้าไปในรอยแยกที่เธอสร้างขึ้นขึ้นมาใหม่—ไม่ใช่รอยแยกที่เปิดไปสู่ความว่างเปล่า แต่เป็นรอยแยกที่ทำหน้าที่เป็น 'หลุมดำ' ที่จะดูดกลืนทั้งเครื่องจักรและสิ่งลี้ลับกลับเข้าไปในความเงียบงัน
แต่การเสียสละนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ร่างกายของธาราเริ่มสั่นคลอน เธอรู้สึกได้ว่าความทรงจำบางส่วนกำลังเลือนหายไป ความรู้สึกถึงสัมผัสของผืนดิน ความอบอุ่นของแสงแดด หรือแม้แต่ใบหน้าของคราม... ทุกอย่างกำลังถูกแลกเปลี่ยนเพื่อแลกกับการปิดผนึกนี้
“ไม่ได้... ข้าจะไม่ออกไปจากโลกนี้โดยไม่เหลืออะไรเลย...” เธอกัดฟันกรอด พยายามยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นมนุษย์ไว้ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
ในขณะที่รอยแยกกำลังจะปิดตัวลง สิ่งลี้ลับขนาดมหึมาได้ยื่น 'กิ่งก้าน' ที่เป็นเงาทมิฬเข้ามารัดพันร่างของเธอไว้ มันไม่ได้ต้องการทำลายเธอ แต่มันกำลังพยายามจะ 'กลืนกิน' พลังงานที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมต่อที่ถาวรที่สุด ความพยายามของเธอกำลังจะกลายเป็นชัยชนะของศัตรู
แสงสว่างวาบสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรขุดเจาะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอย่างชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เสียงระเบิดและเสียงพังทลายจะเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงบนใบไม้... และความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
เมื่อแสงสว่างที่เกิดจากละอองพลังงานเริ่มจางลง ครามที่นอนหมดสติอยู่บนซากหินค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก รอบตัวของเขาเหลือเพียงความว่างเปล่าที่แท้จริง ไม่มีเครื่องจักร ไม่มีอสุรกายรากไม้ และไม่มีรอยแยกมิติที่บิดเบี้ยวอีกต่อไป ป่าดงพญาเย็นดูเหมือนจะสงบลงอย่างผิดปกติ แต่ความสงบนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่เย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก
“ธารา...” เขาพึมพำเรียกชื่อเธอ พยายามลุกขึ้นพยุงร่างกายที่สะบักสะบอม แต่เขากลับพบว่าพื้นดินที่เขาเหยียบอยู่นั้นไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือชั้นของแก้วสีดำที่โปร่งแสงและเย็นเฉียบ
เขามองไปรอบๆ และพบว่าป่าไม่ได้หายไป แต่มัน 'เปลี่ยนไป' ต้นไม้ขนาดมหึมายังคงตั้งตระหง่านอยู่ แต่ใบไม้ของพวกมันกลับเป็นสีเทาหม่นและไม่มีการเคลื่อนไหวแม้จะมีลมพัด รากไม้ที่เคยเรืองแสงกลับกลายเป็นเส้นใยสีดำที่นิ่งสนิท ราวกับป่าทั้งป่าถูกแช่แข็งไว้ในห้วงเวลาแห่งความว่างเปล่า
และที่ใจกลางของความเงียบสงัดนั้น เขาเห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่... ร่างที่ดูคล้ายธารา แต่มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ผิวหนังของเธอมีลวดลายเรืองแสงสีม่วงจางๆ ที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังเหมือนเส้นเลือด และดวงตาของเธอ... ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำตาลอ่อนที่อบอุ่นอีกต่อไป แต่มันเป็นสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งก้นบึ้ง เหมือนกับดวงดาวที่ดับแสงไปแล้ว
เธอนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบที่น่าขนลุกนั้น และเมื่อเธอมองมาที่เขา ครามก็ตระหนักได้ว่า ความพยายามที่จะหยุดยั้งหายนะของธารา อาจจะไม่ได้นำมาซึ่งการกอบกู้ แต่เป็นการสร้าง 'โลกใหม่' ที่ความจริงและความว่างเปล่าหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างถาวร
“ธารา... นั่นคุณหรือเปล่า?” เขาถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ
หญิงสาวลึกลับผู้นั้นไม่ได้ตอบด้วยคำพูด เธอเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย และในวินาทีนั้นเอง ครามก็สังเกตเห็นว่า เงาของเธอไม่ได้ทอดไปตามทิศทางของแสง แต่มันกำลังขยายตัวและแผ่กระจายออกไปคลุมพื้นที่ที่เขายืนอยู่ ราวกับว่าเธอคือจุดเริ่มต้นของความเงียบงันที่จะกลืนกินทุกสิ่งใน Alcoron ต่อไป
--- ธาราใช้พลังหลอมรวมกับความว่างเปล่าเพื่อปิดรอยแยกมิติและทำลายเครื่องจักรนักสำรวจ แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ป่าดงพญาเย็นถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโลกที่กึ่งจริงกึ่งว่างเปล่า และธารากลับมาในสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง